การจัดการนวัตกรรม
ผลกระทบต่อธุรกิจ

ความท้าทายและโอกาส
ในปัจจุบัน ความต้องการพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมาตรการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดในระดับสากล อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับความต้องการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยบริษัทมุ่งเสริมสร้างศักยภาพทั้งในด้านการดำเนินงานและการให้บริการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคุ้มค่าและลดการสูญเสียทรัพยากร การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน รองรับการเติบโตของธุรกิจใหม่ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
ความมุ่งมั่น
บริษัทมีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานดั้งเดิมสู่พลังงานหมุนเวียน ด้วยความพยายามที่ไม่หยุดยั้ง บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไฟฟ้าพลังน้ำ” คือพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ
บริษัทมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทส่งเสริมให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แนวทางการบริหารจัดการ
นโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรม
บริษัทได้กำหนดให้การจัดการนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานและการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมุ่งเน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการระดมความคิดของพนักงานเพื่อต่อยอดนวัตกรรมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ
กลยุทธ์ที่ 1
การจัดการฐานข้อมูล
เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กรกลยุทธ์ที่ 2
เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก
ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากรกลยุทธ์ที่ 3
การถ่ายทอดองค์ความรู้
และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วนกลยุทธ์สร้างสรรค์นวัตกรรม
- การจัดการฐานข้อมูล เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กร
- เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากร
- การถ่ายทอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน
กรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรม
บริษัทกำหนดกรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการนำความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
New Innovation
ส่งเสริมการคิดค้นและริเริ่มนวัตกรรมใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวNew Invention
สนับสนุนการพัฒนาและสร้างประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตหกรรมพลังงานImprovement
เน้นการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระบวนการดำเนินงานของบริษัท เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการดำเนินงานPartnership
สนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อคิดค้น วิจัย และพัฒนานวัตกรรม รวมถึงประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพSupport to ESG
มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับหลักการด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และ เศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล) โดยนวัตกรรมต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร รักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดจนสร้างประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมโดยรวมแนวทางพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมโดยมีองค์ประกอบ
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม บริษัทได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมและสอดคล้องเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ดังนี้:
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการดำเนินงานในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล บริษัทได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการทำงานภายใต้ “กรอบด้านดำเนินงานภายในอุตสาหกรรม” (Industry Framework) ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ (Industry Standard Model for Business Processes) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
การเผยแพร่นวัตกรรม
บริษัทมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับผู้มีส่วนได้เสียผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น:
- การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
- การสัมมนาและบรรยายเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน
- การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในมิติพลังงานสะอาด
ในปี 2567 บริษัทจัดกิจกรรมเผยแพร่นวัตกรรม รวมจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 4,594คน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมพลังงานสะอาดและยั่งยืนในทุกมิติ
การติดตามประสิทธิผลของการดำเนินการ
จากความมุ่งมั่นในการจัดการและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีนวัตกรรมสะสมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 19นวัตกรรม โดยมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 โครงการ นอกจากนี้บริษัทมีนวัตกรที่เป็นพนักงานภายในองค์กรรวม 68 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ ทุกโรงไฟฟ้าได้กำหนดเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมและนวัตกร โดยสนับสนุนให้พนักงานทุกส่วนงานให้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจเนอเรชั่น ได้จัด Innovation Session เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้พนักงานนำเสนอความรู้และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโรงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทยังจัดทำหลักสูตร SD04: การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้ความรู้แก่คณะทำงานด้านความยั่งยืนของแต่ละโรงไฟฟ้า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว

การให้ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืนผ่านหลักสูตร SD04 : การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืน
เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2567 และผลการดำเนินงานปี 2567
| การจัดการนวัตกรรม | |||
|---|---|---|---|
การจัดการนวัตกรรม |
|||
| เป้าหมายปี 2567 | ผลการดำเนินงานปี 2567 | ||
| นวัตกรรมต่อปี |
≥1
|
3
|
|
| สะสมภายในองค์กร |
>50
|
68
|
|
| ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียรอบโรงไฟฟ้า |
>2,000
|
4,594
|
|
| SDGs | |||
ผลการดำเนินการ
จากการริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีนวัตกรรมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 17 นวัตกรรม ซึ่งได้แก่
- โครงการปรับปรุงระบบทำความสะอาดระบบอัดอากาศของกังหันก๊าซแบบออนไลน์ (Online Water Wash Project) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการลดการใช้พลังงานในเครื่องอัดก๊าซธรรมชาติ ช่วง OFFPEAK โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการลดความดันของก๊าซเชื้อเพลิง (Lower Gas Pressure Better Heat Rate) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการการใช้งาน Air Dryer 1 ชุด โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อนหอหล่อเย็น ในช่วงเวลา 00:00-06:00 น. โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการปรับปรุงระบบ Cooling Tower (Cooling Tower Optimization) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการ Slip Ring Dust Collector โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการ Main Inlet Valve Spare Part โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)
- โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ระยะที่ 2 (Steam Turbine Load Adjustment)
- โครงการรถพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
- โครงการลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นของ Gas Compressor โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- โครงการถังหมักรักษ์โลก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
- โครงการลดการใช้รถบรรทุกน้ำในการบำรุงรักษาสวน สนามหญ้า ต้นไม้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
- เทคโนโลยี Dry Low NOx Burner (DLE) และอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitor System: CEMs) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
- นวัตกรรมเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบทางปลาผ่าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
- Advanced CKP Forecasting System: ยกระดับระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้า XHPP สู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
ในปี 2567 บริษัทเริ่มศึกษาโครงการนวัตกรรมใหม่ 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น:
- การพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
- การใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
ทั้งสองโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
(H2 Fuel Station)
(Transportation)
(H2 Storage)
(Electrolyzer)
(Demin. Water)
- จุดประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ประโยชน์ต่อองค์กร:
- เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในด้านพลังงานสะอาด
- เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
- สร้างโอกาสในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค
- ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย:
- สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
- เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- สร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค นำไปสู่การพัฒนาประเทศด้านพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคต
- วิธีการศึกษา ปัจจุบันบริษัทอยู่ในขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ Green Hydrogen และประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดในมิติต่างๆ โดยมีกระบวนดังนี้
- การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เชิงลึก
- การนำเสนอข้อมูลแก่บริษัทในเครือ เพื่อหารือความเป็นไปได้และมองหาความร่วมมือการลงทุนในอนาคต
- การพัฒนาให้บริษัท เป็นศูนย์กลางบริการด้านการวิจัยและพัฒนา (Service center for R&D) แก่บริษัทในเครือ
ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้ ระยะที่ 1
- ศักยภาพของพลังงงานไฮโดรเจน
- ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถส่งออกไปได้ในทุกภูมิภาค และมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานความร้อนสะอาด และอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาด
- ทรัพยากรและขีดความสามารถของบริษัท
- บริษัทมีทรัพยากรและขีดความสามารถเพียงพอในการสร้างโรงผลิตไฮโดรเจน
- เทคโนโลยีในการผลิตยังมีราคาที่สูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับมหภาค
แผนระยะต่อไป
- มองหาความร่วมมือจากผู้ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและการแบ่งปันความรู้จากผู้มีส่วนเกี่ยวของใน Supply Chain
- เน้นการลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานสะอาด
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น

- จุดประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
- ประโยชน์ต่อองค์กร:
- การประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต
- ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ของบริษัท ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดที่มุ่งมั่นลดการปล่อยคาร์บอนใดออกไซด์
- สนับสนุนนโยบาย Net Zero ของภาครัฐ
- ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย:
- ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการเผาไหม้ของไฮโดรเจนไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้การใช้โฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
- สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนพลังงานสะอาดช่วยสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุนในอุตสากรรมที่ต้องการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน
- สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ ในบทบาทของประเทศในระดับภูมิภาค
- วิธีการศึกษา:
- ศึกษาผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนต่างๆ กับก๊าซธรรมชาติต่อระบบโรงไฟฟ้า
- 2.วิเคราะห์สัดส่วนที่เหมาะสมของไฮโดรเจนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม
- 3.พิจารณาความจำเป็นในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนในกรณีที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนให้สูงขึ้น
- 4.ศึกษาค่าใช้จายและความคุ้มทุนในด้านต่างๆ
- ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น:
- การผสมไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ทั้งในด้านของการผลิตไฟฟ้าและระบบต่างๆ
- หากเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนสูงกว่า 5 % จะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบความร้อนและระบบท่อส่งต่างๆ ซึ่งอาจต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างเพื่อรองรับกับการผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนที่สูงขึ้น
โครงการที่โดดเด่นในปี 2567
Advanced CKP Forecasting System: ยกระดับระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้า XHPP สู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน
บริษัทพัฒนา CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting (2024) ซึ่งเป็นระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา พัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ DHI A/S (Danish Hydraulic Institute) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อยกระดับระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System: HMFS) เดิมที่พัฒนาร่วมกับ Compagnie Nationale du Rhône (CNR) ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 2018 ให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี
ระบบใหม่นี้ผสานข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำแบบปัจจุบัน (Real-time) เข้ากับเทคนิคการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical models) ที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการวางแผนผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งระบบนี้ยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสาธารณะโดยการพยากรณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เหนือและท้ายน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี
จุดเด่นของระบบใหม่
- แน่น “ข้อมูลหลายจุด ผ่านการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์” คือ ข้อมูลมีปริมาณมากและหลากหลาย เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์คำนวณ บริษัทอาศัยข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่าย 15 สถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และอัตราการไหลของน้ำ ที่ติดตั้งทั่ว สปป.ลาว เสริมด้วยข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์น้ำในประเทศใกล้เคียง จากนั้นข้อมูลที่ครอบคลุมหลากหลายเหล่านี้จะนำมาตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและปรับปรุงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลให้สมบูรณ์ก่อนนำมาใช้ในระบบพยากรณ์เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความต่อเนื่องของข้อมูล
- แม่น "รองรับการพยากรณ์แบบกลุ่มเพื่อลดความไม่แน่นอน" คือ ข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำของระบบมีความถูกต้องแม่นยำ ระบบอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สร้างจากข้อมูลสำรวจท้องน้ำล่าสุด เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย นอกจากนี้ระบบที่พัฒนาขึ้นรองรับการพยากรณ์แบบกลุ่ม (Ensemble Forecasts) ลดความไม่แน่นอนในการพยากรณ์เพื่อประมาณการน้ำต้นทุนผลิตพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าได้ ระบบพยากรณ์นี้จึงสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งมีการเชื่อมโยงและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลตลอดเวลา โดยการอิงอาศัยข้อมูลจริงล่าสุดจากจากจุดสถานีตรวจวัดใกล้เคียง
- เร็ว “ข้อมูลเรียลไทม์และระบบอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วในการวางแผนผลิตไฟฟ้า” คือ ข้อมูลทันสมัยเป็นปัจจุบันเสมอทำให้ผู้วางแผนการผลิตได้รับข้อมูลทันต่อสถานการณ์ ทำให้การดำเนินการภายใต้สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจในการวางแผนการผลิตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยกระบวนการพยากรณ์ทั้งหมดเป็นแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การดาวน์โหลดข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลสภาพอากาศ การจำลองสภาพอุทกวิทยา และแสดงผลลัพธ์ผ่านระบบ ซึ่งระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วการพยากรณ์ ลดภาระการทำงานและความผิดพลาดจากมนุษย์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
- ไกล "รองรับการพยากรณ์ระยะกลางถึง 15 วันล่วงหน้า" คือ สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำได้ล่วงหน้านานขึ้นหลายวัน โดยอาศัยแบบจำลองอุทกวิทยา (Global Hydrological Model: GHM) ของ DHI A/S และ MIKE+ River Models ทำให้สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำในระยะกลางได้ถึง 15 วันล่วงหน้า จากระบบเดิมที่ 12 วัน ทำให้ระบบพยากรณ์นี้สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ทำให้สามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้นานกว่าเดิม
ภาพรวมการทำงานของระบบ
ระบบ CKP Forecasting System: XHHP Inflow Forecasting





ระบบนี้ยังสามารถต่อยอดเพื่อสร้างแบบจำลองการพัดพาตะกอน ซึ่งการพัดพาตะกอนเป็นกลไกสำคัญสำหรับความยั่งยืนของแม่น้ำโขง ช่วยให้บริษัทสามารถติดตามศึกษาพฤติกรรมการระบายตะกอนและรวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของแม่น้ำโขงในระยะยาว
ปัจจุบัน ระบบ CKP Forecasting System ถูกนำมาใช้สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และมีแผนการขยายผลไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในอนาคต
แผนการพัฒนา CKP Forecasting System : XHPP Inflow Forecasting (2024)
2566
- ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ปัจจุบัน
- สำรองข้อมูลและออกแบบระบบในอนาคต ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบใหม่
2567
- จัดหาเครื่องคำนวณประสิทธิภาพสูงใหม่การถ่ายโอนระบบ
- ย้ายชุดข้อมูลทางอุททกวิทยาและภูมอิสารสนเทศ
- ฝึกอบรมพนักงาน
- ทดสอบระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิม
2568
- เริ่มใช้งานจริง CKP Forecasting System
- ติดตามประเมินผลหลังการใช้งาน
ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อการบริการจัดเพิ่มประสิทธิภาพผ่านระบบ CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting (2024) ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้พลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการขับเคลื่อนระดับโลกเพื่อบรรลุสังคมคาร์บอนต่ำ
ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม
นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
| ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม | ||||
|---|---|---|---|---|
| นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | ||||
| 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | |
| จำนวนนวัตกรรม | 11 นวัตกรรม (สะสม) |
13 นวัตกรรม (สะสม) |
16 นวัตกรรม (สะสม) |
19 นวัตกรรม (สะสม) |
| จำนวนนวัตกร | 10 นวัตกร (สะสม) |
16 นวัตกร (สะสม) |
50 นวัตกร (สะสม) |
68 นวัตกร (สะสม) |
| จำนวนผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับ การถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรม |
350 คน |
1,530 คน |
1,712 คน |
4,594 คน |
พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม
| ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม | ||||
|---|---|---|---|---|
| พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม | ||||
| 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | |
| ลดการใช้พลังงาน | 3,150 เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี |
5,980 เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี |
4,390 เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี |
4,444 เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี |
| ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | 1,418 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/ปี |
2,763 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/ปี |
2,026 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/ปี |
2,054 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า/ปี |
| ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง | - ลิตร/ปี |
- ลิตร/ปี |
- ลิตร/ปี |
4,770 ลิตร/ปี |
| ลดทรัพยากรน้ำ | 58,594 ลูกบาศก์เมตร/ปี |
54,387 ลูกบาศก์เมตร/ปี |
28,006 ลูกบาศก์เมตร/ปี |
28,010 ลูกบาศก์เมตร/ปี |
| ลดต้นทุนด้านพลังงาน | 6.50 ล้านบาท/ปี |
23.70 ล้านบาท/ปี |
16.30 ล้านบาท/ปี |
16.59 ล้านบาท/ปี |