ผลกระทบต่อธุรกิจ (GRI3-3)

การส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน (Transition) จากการดำเนินธุรกิจพลังงานไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืน (Lasting Impact) ต่อผู้มีส่วนได้เสียในหลายมิติ นวัตกรรมช่วยยกระดับทักษะและโอกาสการเรียนรู้ของพนักงาน เสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่พร้อมปรับตัว และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับคู่ค้าและลูกค้าในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ชุมชนและสังคมโดยรอบโรงไฟฟ้าได้รับประโยชน์จากการส่งมอบไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องและเสถียร ควบคู่กับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน
ในมิติเศรษฐกิจและการกำกับดูแล การประยุกต์ใช้นวัตกรรมช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินงานและการเติบโตในระยะยาวของบริษัท ส่งผลเชิงบวกต่อความมั่นคงของนักลงทุนและผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดของประเทศ ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน อันนำไปสู่การสร้างคุณค่าและผลกระทบที่ยั่งยืนในระยะยาว

ความท้าทายและโอกาส (GRI3-3)

ความต้องการพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมาตรการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดในระดับสากล อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ความผันผวนของต้นทุน ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การพัฒนานวัตกรรมและการปรับปรุงเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับความต้องการในอนาคต

บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพทั้งในด้านการดำเนินงานและการให้บริการ ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคุ้มค่า ลดการสูญเสียทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน รองรับการเติบโตของธุรกิจใหม่ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล

ความมุ่งมั่น (GRI3-3)

บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานดั้งเดิมสู่พลังงานหมุนเวียน โดยเชื่อมั่นว่าไฟฟ้าพลังน้ำเป็นพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของประเทศและภูมิภาค

พร้อมกันนี้ มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตในระยะยาวผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง “นวัตกร” และการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร เพื่อให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าและการปรับปรุงกระบวนการทำงานในทุกธุรกิจพลังงานของกลุ่ม อันจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และสร้างคุณค่าและผลกระทบที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ (GRI3-3)

นโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรม

บริษัทได้กำหนดให้การจัดการนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานและการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมุ่งเน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการระดมความคิดของพนักงานเพื่อต่อยอดนวัตกรรมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

กลยุทธ์ที่ 1
การจัดการฐานข้อมูล
เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กร
กลยุทธ์ที่ 2
เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก
ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากร
กลยุทธ์ที่ 3
การถ่ายทอดองค์ความรู้
และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน
กลยุทธ์สร้างสรรค์นวัตกรรม
  1. การจัดการฐานข้อมูล เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กร
  2. เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากร
  3. การถ่ายทอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน
กรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรม

บริษัทกำหนดกรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการนำความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม<graphics>

New Innovation
ส่งเสริมการคิดค้นและริเริ่มนวัตกรรมใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
New Invention
สนับสนุนการพัฒนาและสร้างประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตหกรรมพลังงาน
Improvement
เน้นการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระบวนการดำเนินงานของบริษัท เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการดำเนินงาน
Partnership
สนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อคิดค้น วิจัย และพัฒนานวัตกรรม รวมถึงประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ
Support to ESG
มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับหลักการด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และ เศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล) โดยนวัตกรรมต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร รักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดจนสร้างประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมโดยรวม
แนวทางพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมโดยมีองค์ประกอบ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม บริษัทได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมและสอดคล้องเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ดังนี้:

1
การรวบรวมข้อมูล
บริษัทส่งเสริมให้พนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานต่างๆ จัดทำเป็นคู่มือหรือฐานข้อมูลความรู้ เพื่อใช้เป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับพนักงานในทุกระดับ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะด้านนวัตกรรม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ที่สนับสนุนกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2
การแลกเปลี่ยนข้อมูล
บริษัทจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการจัดการหลักสูตรการอบรมและเวิร์กชอปที่เน้นการถ่ายทอดและส่งต่อความรู้ รวมถึงประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในองค์กร เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดในการพัฒนาต่อไป
3
การประยุกต์ใช้ความรู้
บริษัทรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนานวัตกรรม และนำไปประยุกต์ใช้เป็นมาตรฐานการดำเนินงานใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กร พร้อมทั้งผลักดันให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการดำเนินงานในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล บริษัทได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการทำงานภายใต้ “กรอบด้านดำเนินงานภายในอุตสาหกรรม” (Industry Framework) ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ (Industry Standard Model for Business Processes) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน

การเผยแพร่นวัตกรรม

บริษัทมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับผู้มีส่วนได้เสียผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น:

  • การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
  • การสัมมนาและบรรยายเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน
  • การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในมิติพลังงานสะอาด
การติดตามประสิทธิผลของการดำเนินการ

จากความมุ่งมั่นในการจัดการและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีนวัตกรรมสะสมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 25 นวัตกรรม และมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 โครงการ นอกจากนี้บริษัทมีนวัตกรที่เป็นพนักงานภายในองค์กรรวม 60 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์

ทุกโรงไฟฟ้าได้กำหนดเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมและนวัตกร โดยสนับสนุนให้พนักงานทุกส่วนงาน ศึกษา พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจเนอเรชั่น ได้จัด Innovation Session รายสัปดาห์ เพื่อให้พนักงานนำเสนอความรู้และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบและปรับปรุงกระบวนการทำงาน และสนับสนุนการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในโรงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาหลักสูตรด้านนวัตกรรมของบริษัท

ปี 2568 บริษัทได้จัดทำหลักสูตร SD 03: นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ CKP และ SD 04: นวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพและต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่พนักงาน โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้าใจแก่คณะทำงานด้านความยั่งยืนของแต่ละโรงไฟฟ้า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่องค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์และผลลัพธ์แต่ละหลักสูตร

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร SD 03 : นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ C-K-P

  1. เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในนโยบายและแนวทางการจัดการนวัตกรรมของ CKPower เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ
  2. เพื่อพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis) ในการระบุปัญหา โอกาส และประเด็นที่สามารถต่อยอดสู่การริเริ่มนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อเรียนรู้จากตัวอย่างโครงการนวัตกรรมของ CKPower และนำบทเรียนที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน C-K-P ในหน่วยงานของตน
  4. เพื่อส่งเสริมแนวคิดและกระบวนการคิดค้นนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การระบุปัญหา พัฒนาแนวคิดจนถึงการนำไปใช้จริง เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร SD 04: นวัตกรรมเพื่อสังคม

  1. เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และกรอบ ESG เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
  2. เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการโครงการ CSR อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน การสร้างคุณค่าสู่สังคมตามกรอบการดำเนินงานของ CKPower
  3. เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวคิดและบทบาทของนวัตกรรมในการยกระดับการดำเนินงานด้านสังคม พร้อมเรียนรู้จากตัวอย่างโครงการนวัตกรรม
  4. เพื่อเสริมสร้างทักษะการวิเคราะห์และออกแบบนวัตกรรมเพื่อชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์

  • กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการได้แนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของ CKP 12 โครงการ จากการจัดอบรม 2 ครั้ง
  • กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการได้แนวคิดนวัตกรรมเพื่อสังคมกว่า 22 โครงการ จากการจัดอบรม 4 ครั้ง
การให้ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืนรวมทุกโรงไฟฟ้าด้วยระบบออนไลน์ หลักสูตร SD03 : นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน C-K-P
การให้ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืนแต่ละโรงไฟฟ้าหลักสูตร SD03 : นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านสังคม

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2568 และผลการดำเนินงานปี 2568 (GRI3-3)

การจัดการนวัตกรรม
การจัดการนวัตกรรม
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568
นวัตกรรมต่อปี
≥1
นวัตกรรม
6
นวัตกรรม
25
นวัตกรรม (สะสม)
สะสมภายในองค์กร
>50
นวัตกร (สะสม)
60
นวัตกร (สะสม)
ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียรอบโรงไฟฟ้า
>2,000
คน
2,780
คน

ผลการดำเนินการ

จากการริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีนวัตกรรมสะสมทั้งสิ้น 25 นวัตกรรม ซึ่งได้แก่

  1. โครงการปรับปรุงระบบทำความสะอาดระบบอัดอากาศของกังหันก๊าซแบบออนไลน์ (Online Water Wash Project) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  2. โครงการลดการใช้พลังงานในเครื่องอัดก๊าซธรรมชาติ ช่วง OFFPEAK โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  3. โครงการลดความดันของก๊าซเชื้อเพลิง (Lower Gas Pressure Better Heat Rate) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  4. โครงการการใช้งาน Air Dryer 1 ชุด โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  5. โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อนหอหล่อเย็น ในช่วงเวลา 00:00-06:00 น. โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  6. โครงการปรับปรุงระบบ Cooling Tower (Cooling Tower Optimization) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  7. โครงการ Slip Ring Dust Collector โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  8. โครงการ Main Inlet Valve Spare Part โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  9. โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)
  10. โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ระยะที่ 2 (Steam Turbine Load Adjustment)
  11. โครงการรถพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  12. โครงการลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นของ Gas Compressor โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  13. โครงการถังหมักรักษ์โลก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
  14. โครงการลดการใช้รถบรรทุกน้ำในการบำรุงรักษาสวน สนามหญ้า ต้นไม้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  15. เทคโนโลยี Dry Low NOx Burner (DLE) และอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitor System: CEMs) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  16. นวัตกรรมเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบทางปลาผ่าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  17. การพัฒนาระบบ CKP Admin e-Portal สำหรับงานบริหารงานทั่วไปขององค์กร
  18. นวัตกรรม Pit Tag Monitor Fish เพื่ออยู่การอพยพของปลาที่ผ่านระบบทางปลาผ่าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  19. Advanced CKP Forecasting System: ระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  20. การพัฒนาอุปกรณ์ฉีดสเปรย์น้ำมันหม้อแปลงเพื่อหล่อลื่นใบมีดแบบไร้สายใน Switch Yard ของสถานีย่อยนาบง
  21. โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
  22. โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  23. โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ Redox Flow Battery ร่วมกับโรงไฟฟ้าในเครือ CKPower
  24. นวัตกรรม RE forecasting system ของโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย
  25. โครงการ Realtime Monitoring system ของโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย

โครงการที่โดดเด่นในปี 2568

จุดประสงค์ของการศึกษา:

เพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการประยุกต์ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ด้วยแบตเตอรี่แบบ Redox Flow Battery ร่วมกับโรงไฟฟ้าต่างๆ ในเครือ CKPower เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการจำหน่ายไฟฟ้า

ประโยชน์ต่อองค์กร:

  1. เพิ่มโอกาสในการจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง เช่น ขายไฟฟ้าช่วงเวลากลางคืน ขายไฟฟ้าในรูปแบบ Firm PPA
  2. ยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน
  3. สนับสนุนนโยบาย Net Zero ของภาครัฐ โดยประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  4. ลดความเสี่ยงในการนำเข้าไฟฟ้าจากภายนอก และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก (grid) กรณีมีความเสี่ยงที่เกิดความผันผวนของการผลิตไฟฟ้า
  5. ช่วยให้การจ่ายไฟฟ้ามีความสม่ำเสมอและเสถียรมากขึ้น ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้ใกล้เคียงไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง (firm) มากขึ้น
  6. สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบนี้ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่โรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุง (overhaul) ช่วยลดการนำเข้าไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว และรักษาความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า

ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย:

  1. ลูกค้าและผู้ใช้ไฟฟ้า ได้รับไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน
  2. ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัท ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเติบโตของพลังงานสะอาดในระยะยาว
  3. ชุมชนและสังคม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
  4. ภาครัฐ : สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ และเสริมบทบาทของประเทศในด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค

วิธีการศึกษา

  1. ศึกษารูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้าและความเหมาะสมของเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Redox Flow ของโรงไฟฟ้าต่างๆ ในเครือ
  2. ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่า (Cost & Feasibility) ในด้านต่าง ๆ
  3. ประเมินประสิทธิภาพการกักเก็บพลังงานและอายุการใช้งานของระบบ
  4. ดำเนินการศึกษาเชิงเอกสารควบคู่กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อกำหนดขนาดและคุณสมบัติของระบบให้เหมาะสมต่อการใช้งาน

ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น

  1. การประยุกต์ระบบแบตเตอรี่ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยขยายขีดความสามารถในการขายไฟในช่วงกลางคืน
  2. ช่วยลดค่าไฟฟ้ากรณีที่ต้องมีการนำเข้าไฟฟ้า เมื่อโรงไฟฟ้าไม่สามารถผลิตไฟใช้ในโครงการได้เพียงพอ

บริษัทพัฒนา CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting (2024) ซึ่งเป็นระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา พัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ DHI A/S (Danish Hydraulic Institute) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อยกระดับระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System: HMFS) เดิมที่พัฒนาร่วมกับ Compagnie Nationale du Rhône (CNR) ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 2018 ให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ระบบใหม่นี้ผสานข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำแบบปัจจุบัน (Real-time) เข้ากับเทคนิคการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical models) ที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการวางแผนผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งระบบนี้ยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสาธารณะโดยการพยากรณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เหนือและท้ายน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

จุดเด่นของระบบใหม่

  1. แน่น “ข้อมูลหลายจุด ผ่านการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์” คือ ข้อมูลมีปริมาณมากและหลากหลาย เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์คำนวณ บริษัทอาศัยข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่ายจาก 15 เป็น 19 สถานี ในปี 2568 เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และอัตราการไหลของน้ำ ที่ติดตั้งทั่ว สปป.ลาว เสริมด้วยข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์น้ำในประเทศใกล้เคียง จากนั้นข้อมูลที่ครอบคลุมหลากหลายเหล่านี้จะนำมาตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและปรับปรุงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลให้สมบูรณ์ก่อนนำมาใช้ในระบบพยากรณ์เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความต่อเนื่องของข้อมูล
  2. แม่น "รองรับการพยากรณ์แบบกลุ่มเพื่อลดความไม่แน่นอน" คือ ข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำของระบบมีความถูกต้องแม่นยำ ระบบอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สร้างจากข้อมูลสำรวจท้องน้ำล่าสุด เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย นอกจากนี้ระบบที่พัฒนาขึ้นรองรับการพยากรณ์แบบกลุ่ม (Ensemble Forecasts) ลดความไม่แน่นอนในการพยากรณ์เพื่อประมาณการน้ำต้นทุนผลิตพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าได้ ระบบพยากรณ์นี้จึงสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งมีการเชื่อมโยงและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลตลอดเวลา โดยการอิงอาศัยข้อมูลจริงล่าสุดจากจากจุดสถานีตรวจวัดใกล้เคียง
  3. เร็ว “ข้อมูลเรียลไทม์และระบบอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วในการวางแผนผลิตไฟฟ้า” คือ ข้อมูลทันสมัยเป็นปัจจุบันเสมอทำให้ผู้วางแผนการผลิตได้รับข้อมูลทันต่อสถานการณ์ ทำให้การดำเนินการภายใต้สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจในการวางแผนการผลิตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยกระบวนการพยากรณ์ทั้งหมดเป็นแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การดาวน์โหลดข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลสภาพอากาศ การจำลองสภาพอุทกวิทยา และแสดงผลลัพธ์ผ่านระบบ ซึ่งระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วการพยากรณ์ ลดภาระการทำงานและความผิดพลาดจากมนุษย์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
  4. ไกล "รองรับการพยากรณ์ระยะกลางถึง 15 วันล่วงหน้า" คือ สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำได้ล่วงหน้านานขึ้นหลายวัน โดยอาศัยแบบจำลองอุทกวิทยา (Global Hydrological Model: GHM) ของ DHI A/S และ MIKE+ River Models ทำให้สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำในระยะกลางได้ถึง 15 วันล่วงหน้า จากระบบเดิมที่ 12 วัน ทำให้ระบบพยากรณ์นี้สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ทำให้สามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้นานกว่าเดิม

ภาพรวมการทำงานของระบบ

ระบบ CKP Forecasting System: XHHP Inflow Forecasting
แน่น
ข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่าย 15 สถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนที่ติดตั้งทั่วสปป.ลาว รวมกับข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์น้ำในประเทศใกล้เคียง
ข้อมูลเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำฝน
ระบบควบคุมและเก็บข้อมูลระยะไกล SCADA
ปริมาณน้ำฝนจากการพยากรณ์
สังเกตการณ์จากดาวเทียมภาพถ่ายจากดาวเทียม
แม่น
ระบบอาศัยแบบจำลองทองคณิตศาสตร์ที่สร้างจากข้อมูลสำรวจท้องน้ำล่าสุดสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
ฐานข้อมูล (Data Base)
เร็ว
ข้อมูลเรียลไทม์ แสดงผลลัพธ์ผ่านระบบอัตโนมัติเพื่อทคว่มรวดเร็วการพยากรณ์
โมเดลนำเข้าข้อมูลและประมวลผล
ไกล
รองรับการพยากรณ์ระยะกลางถึง 15 วันล่วงหน้า
วางแผนการผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าได้นานกว่าเดิม

ระบบนี้ยังสามารถต่อยอดเพื่อสร้างแบบจำลองการพัดพาตะกอน ซึ่งการพัดพาตะกอนเป็นกลไกสำคัญสำหรับความยั่งยืนของแม่น้ำโขง ช่วยให้บริษัทสามารถติดตามศึกษาพฤติกรรมการระบายตะกอนและรวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของแม่น้ำโขงในระยะยาว

ปัจจุบัน ระบบ CKP Forecasting System ถูกนำมาใช้สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และมีแผนการขยายผลไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในอนาคต

แผนการพัฒนา CKP Forecasting System : XHPP Inflow Forecasting (2566-2569)

2566
  • ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ปัจจุบัน
  • สำรองข้อมูลและออกแบบระบบในอนาคต ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบใหม่
2567
  • จัดหาเครื่องคำนวนประสิทธิภาพสูงใหม่ การถ่ายโอนระบบ
  • ย้ายชุดข้อมูลทางอุททกวิทยาและภูมอิสารสนเทศ
  • ฝึกอบรมพนักงาน
  • ทดสอบระบบใหม่ควบคู่กันกับระบบเดิม
2568
  • เริ่มใช้งานจริง CKP Forecasting System
  • ติดตามประเมินผลหลังการใช้งาน
  • ออกแบบและปรับปรุงระบบการทำงานให้ต่อเนื่องและลดข้อจำกัดเรื่องข้อมูลที่เกิดจากการทดลองใช้งาน
2569
  • พัฒนาระบบเพื่อนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ โดยเริ่มจากโรงไฟฟ้าพลังนน้ำnน้ำงึม 2
  • ปรับปรุงขยายของเขตของฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • พัฒนาและเตรียมการนำไปใช้กับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในอนาคต

ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อการบริการจัดเพิ่มประสิทธิภาพผ่านระบบ CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้พลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการขับเคลื่อนระดับโลกเพื่อบรรลุสังคมคาร์บอนต่ำ

แนวคิด

เดิมการหล่อลื่นจุดสัมผัสของ Disconnecting Switch (DS) ใช้วิธีนำแปรงลูกกลิ้งสำหรับทาสียึดหรือผูกติดกับไม้ Hot Stick แล้วชโลมน้ำมันหม้อแปลงเก่าเพื่อใช้เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการปฏิบัติงาน ทำให้ไม่สะดวกต่อผู้ปฏิบัติงาน ใช้ระยะเวลาในการทำงานมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานต้องอยู่ใกล้บริเวณไฟฟ้าแรงสูง

จุดเด่นของนวัตกกรรม่

การพัฒนาทักษะด้านการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงอุปกรณ์ของผู้ปฏิบัติงาน ช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดระยะเวลาในการทำงาน และเสริมสร้างความปลอดภัยในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ใน Nabong Substation พร้อมทั้งสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อื่นทั้งภายในและภายนอกสถานีไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม

นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม
นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2564 2565 2566 2567 2568
จำนวนนวัตกรรม 11
นวัตกรรม (สะสม)
13
นวัตกรรม (สะสม)
16
นวัตกรรม (สะสม)
19
นวัตกรรม (สะสม)
25
นวัตกรรม (สะสม)
จำนวนนวัตกร 10
นวัตกร (สะสม)
16
นวัตกร (สะสม)
50
นวัตกร (สะสม)
68
นวัตกร (สะสม)
60
นวัตกร (สะสม)
จำนวนผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับ
การถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรม
350
คน
1,530
คน
1,712
คน
4,594
คน
2,780
คน
พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม
ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม
พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม
2564 2565 2566 2567 2568
ลดการใช้พลังงาน 3,150
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
5,980
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
4,390
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
4,443
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
21,454
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง -
ลิตร/ปี
-
ลิตร/ปี
-
ลิตร/ปี
4,770
ลิตร/ปี
8.730.39
ลิตร/ปี
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,418
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,763
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,026
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,054
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
3,998.42
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
ลดทรัพยากรน้ำ 58,594
ลูกบาศก์เมตร/ปี
54,387
ลูกบาศก์เมตร/ปี
28,006
ลูกบาศก์เมตร/ปี
28,010
ลูกบาศก์เมตร/ปี
107,751
ลูกบาศก์เมตร/ปี
ลดต้นทุนด้านพลังงาน 6.50
ล้านบาท/ปี
23.70
ล้านบาท/ปี
16.30
ล้านบาท/ปี
16.59
ล้านบาท/ปี
16.54
ล้านบาท/ปี

รายงานความยั่งยืน ปี 2568