ผลกระทบต่อธุรกิจ

บริษัทมุ่งส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม การพัฒนานวัตกรรมไม่เพียงช่วยยกระดับทักษะและโอกาสการเรียนรู้ของพนักงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความรู้กับคู่ค้าและลูกค้า
ตลอดจนสร้างคุณประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคมโดยรอบโรงไฟฟ้า ผ่านการส่งมอบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน
การนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในศักยภาพของบริษัททั้งในด้านการดำเนินงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังสนับสนุนเป้าหมายด้านความมั่นคงทางพลังงานของภาครัฐ ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติพลังงานสะอาดและการรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายและโอกาส

ในปัจจุบัน ความต้องการพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมาตรการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดในระดับสากล อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับความต้องการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยบริษัทมุ่งเสริมสร้างศักยภาพทั้งในด้านการดำเนินงานและการให้บริการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคุ้มค่าและลดการสูญเสียทรัพยากร การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน รองรับการเติบโตของธุรกิจใหม่ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล

ความมุ่งมั่น

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานดั้งเดิมสู่พลังงานหมุนเวียน ด้วยความพยายามที่ไม่หยุดยั้ง บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไฟฟ้าพลังน้ำ” คือพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัทมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทส่งเสริมให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายด้านการพัฒนานวัตกรรม

บริษัทได้กำหนดให้การจัดการนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานและการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมุ่งเน้นการเลือกใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการระดมความคิดของพนักงานเพื่อต่อยอดนวัตกรรมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

กลยุทธ์ที่ 1
การจัดการฐานข้อมูล
เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กร
กลยุทธ์ที่ 2
เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก
ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากร
กลยุทธ์ที่ 3
การถ่ายทอดองค์ความรู้
และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน
กลยุทธ์สร้างสรรค์นวัตกรรม
  1. การจัดการฐานข้อมูล เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร และเกิดการต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ภายในองค์กร
  2. เพิ่มศักยภาพผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรภายนอก ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม และการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติงานของบุคลากร
  3. การถ่ายทอดองค์ความรู้ และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน
กรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรม

บริษัทกำหนดกรอบการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการนำความรู้และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

New Innovation
ส่งเสริมการคิดค้นและริเริ่มนวัตกรรมใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
New Invention
สนับสนุนการพัฒนาและสร้างประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตหกรรมพลังงาน
Improvement
เน้นการปรับปรุงและต่อยอดนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับกระบวนการดำเนินงานของบริษัท เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการดำเนินงาน
Partnership
สนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อคิดค้น วิจัย และพัฒนานวัตกรรม รวมถึงประดิษฐกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ
Support to ESG
มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับหลักการด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และ เศรษฐกิจและบรรษัทภิบาล) โดยนวัตกรรมต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร รักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดจนสร้างประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมโดยรวม
แนวทางพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมโดยมีองค์ประกอบ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม บริษัทได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมและสอดคล้องเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ดังนี้:

1
การรวบรวมข้อมูล
2
การแลกเปลี่ยนข้อมูล
3
การประยุกต์ใช้ความรู้

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการดำเนินงานในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล บริษัทได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการทำงานภายใต้ “กรอบด้านดำเนินงานภายในอุตสาหกรรม” (Industry Framework) ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ (Industry Standard Model for Business Processes) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน

การเผยแพร่นวัตกรรม

บริษัทมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับผู้มีส่วนได้เสียผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น:

  • การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
  • การสัมมนาและบรรยายเกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน
  • การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในมิติพลังงานสะอาด

ในปี 2567 บริษัทจัดกิจกรรมเผยแพร่นวัตกรรม รวมจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 4,594คน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมพลังงานสะอาดและยั่งยืนในทุกมิติ

การติดตามประสิทธิผลของการดำเนินการ

จากความมุ่งมั่นในการจัดการและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีนวัตกรรมสะสมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 19นวัตกรรม โดยมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 โครงการ นอกจากนี้บริษัทมีนวัตกรที่เป็นพนักงานภายในองค์กรรวม 68 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ ทุกโรงไฟฟ้าได้กำหนดเป้าหมายในการสร้างนวัตกรรมและนวัตกร โดยสนับสนุนให้พนักงานทุกส่วนงานให้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจเนอเรชั่น ได้จัด Innovation Session เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้พนักงานนำเสนอความรู้และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้ร่วมกัน กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาระบบ และปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในโรงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทยังจัดทำหลักสูตร SD04: การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้ความรู้แก่คณะทำงานด้านความยั่งยืนของแต่ละโรงไฟฟ้า หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ผู้มีส่วนได้เสีย และสังคมโดยรวม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว

การให้ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืนผ่านหลักสูตร SD04 : การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยังยืน

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2567 และผลการดำเนินงานปี 2567

การจัดการนวัตกรรม
การจัดการนวัตกรรม
เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงานปี 2567
นวัตกรรมต่อปี
≥1
นวัตกรรม
3
นวัตกรรม
19
นวัตกรรม (สะสม)
สะสมภายในองค์กร
>50
นวัตกรรม (สะสม)
68
นวัตกรรม (สะสม)
ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียรอบโรงไฟฟ้า
>2,000
คน
4,594
คน

ผลการดำเนินการ

จากการริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีนวัตกรรมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 17 นวัตกรรม ซึ่งได้แก่

  1. โครงการปรับปรุงระบบทำความสะอาดระบบอัดอากาศของกังหันก๊าซแบบออนไลน์ (Online Water Wash Project) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  2. โครงการลดการใช้พลังงานในเครื่องอัดก๊าซธรรมชาติ ช่วง OFFPEAK โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  3. โครงการลดความดันของก๊าซเชื้อเพลิง (Lower Gas Pressure Better Heat Rate) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  4. โครงการการใช้งาน Air Dryer 1 ชุด โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  5. โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อนหอหล่อเย็น ในช่วงเวลา 00:00-06:00 น. โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  6. โครงการปรับปรุงระบบ Cooling Tower (Cooling Tower Optimization) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  7. โครงการ Slip Ring Dust Collector โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  8. โครงการ Main Inlet Valve Spare Part โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  9. โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)
  10. โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ระยะที่ 2 (Steam Turbine Load Adjustment)
  11. โครงการรถพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  12. โครงการลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นของ Gas Compressor โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  13. โครงการถังหมักรักษ์โลก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2
  14. โครงการลดการใช้รถบรรทุกน้ำในการบำรุงรักษาสวน สนามหญ้า ต้นไม้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  15. เทคโนโลยี Dry Low NOx Burner (DLE) และอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitor System: CEMs) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  16. นวัตกรรมเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบทางปลาผ่าน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
  17. Advanced CKP Forecasting System: ยกระดับระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้า XHPP สู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

ในปี 2567 บริษัทเริ่มศึกษาโครงการนวัตกรรมใหม่ 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น:

  • การพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
  • การใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น

ทั้งสองโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว
สถานีจ่ายไฮโดรเจน
(H2 Fuel Station)
การขนส่งไฮโดรเจน
(Transportation)
ถังกักเก็บไฮโดรเจน
(H2 Storage)
เครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้า
(Electrolyzer)
น้ำปราศจากแร่ธาตุ
(Demin. Water)
  • จุดประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประโยชน์ต่อองค์กร:
    1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในด้านพลังงานสะอาด
    2. เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
    3. สร้างโอกาสในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในระดับภูมิภาค
  • ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย:
    1. สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม
    2. ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
    3. เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
    4. สร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค นำไปสู่การพัฒนาประเทศด้านพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคต
  • วิธีการศึกษา ปัจจุบันบริษัทอยู่ในขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ Green Hydrogen และประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดในมิติต่างๆ โดยมีกระบวนดังนี้
    1. การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เชิงลึก
    2. การนำเสนอข้อมูลแก่บริษัทในเครือ เพื่อหารือความเป็นไปได้และมองหาความร่วมมือการลงทุนในอนาคต
    3. การพัฒนาให้บริษัท เป็นศูนย์กลางบริการด้านการวิจัยและพัฒนา (Service center for R&D) แก่บริษัทในเครือ

ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้ ระยะที่ 1

  • ศักยภาพของพลังงงานไฮโดรเจน
    1. ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่สามารถส่งออกไปได้ในทุกภูมิภาค และมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
    2. สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานความร้อนสะอาด และอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าสะอาด
  • ทรัพยากรและขีดความสามารถของบริษัท
    1. บริษัทมีทรัพยากรและขีดความสามารถเพียงพอในการสร้างโรงผลิตไฮโดรเจน
    2. เทคโนโลยีในการผลิตยังมีราคาที่สูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในระดับมหภาค

แผนระยะต่อไป

  1. มองหาความร่วมมือจากผู้ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและการแบ่งปันความรู้จากผู้มีส่วนเกี่ยวของใน Supply Chain
  2. เน้นการลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานสะอาด
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
  • จุดประสงค์ของการศึกษา: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
  • ประโยชน์ต่อองค์กร:
    1. การประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต
    2. ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ของบริษัท ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดที่มุ่งมั่นลดการปล่อยคาร์บอนใดออกไซด์
    3. สนับสนุนนโยบาย Net Zero ของภาครัฐ
  • ประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย:
    1. ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการเผาไหม้ของไฮโดรเจนไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้การใช้โฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
    2. สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนพลังงานสะอาดช่วยสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุนในอุตสากรรมที่ต้องการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน
    3. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ ในบทบาทของประเทศในระดับภูมิภาค
  • วิธีการศึกษา:
    1. ศึกษาผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนต่างๆ กับก๊าซธรรมชาติต่อระบบโรงไฟฟ้า
    2. 2.วิเคราะห์สัดส่วนที่เหมาะสมของไฮโดรเจนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม
    3. 3.พิจารณาความจำเป็นในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนในกรณีที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนให้สูงขึ้น
    4. 4.ศึกษาค่าใช้จายและความคุ้มทุนในด้านต่างๆ
  • ผลจากการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น:
    1. การผสมไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ทั้งในด้านของการผลิตไฟฟ้าและระบบต่างๆ
    2. หากเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนสูงกว่า 5 % จะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบความร้อนและระบบท่อส่งต่างๆ ซึ่งอาจต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างเพื่อรองรับกับการผสมไฮโดรเจนในสัดส่วนที่สูงขึ้น

โครงการที่โดดเด่นในปี 2567

บริษัทพัฒนา CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting (2024) ซึ่งเป็นระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา พัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ DHI A/S (Danish Hydraulic Institute) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อยกระดับระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System: HMFS) เดิมที่พัฒนาร่วมกับ Compagnie Nationale du Rhône (CNR) ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 2018 ให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ระบบใหม่นี้ผสานข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำแบบปัจจุบัน (Real-time) เข้ากับเทคนิคการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical models) ที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการวางแผนผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งระบบนี้ยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสาธารณะโดยการพยากรณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เหนือและท้ายน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

จุดเด่นของระบบใหม่

  1. แน่น “ข้อมูลหลายจุด ผ่านการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์” คือ ข้อมูลมีปริมาณมากและหลากหลาย เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์คำนวณ บริษัทอาศัยข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่าย 15 สถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และอัตราการไหลของน้ำ ที่ติดตั้งทั่ว สปป.ลาว เสริมด้วยข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์น้ำในประเทศใกล้เคียง จากนั้นข้อมูลที่ครอบคลุมหลากหลายเหล่านี้จะนำมาตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและปรับปรุงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลให้สมบูรณ์ก่อนนำมาใช้ในระบบพยากรณ์เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความต่อเนื่องของข้อมูล
  2. แม่น "รองรับการพยากรณ์แบบกลุ่มเพื่อลดความไม่แน่นอน" คือ ข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำของระบบมีความถูกต้องแม่นยำ ระบบอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สร้างจากข้อมูลสำรวจท้องน้ำล่าสุด เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย นอกจากนี้ระบบที่พัฒนาขึ้นรองรับการพยากรณ์แบบกลุ่ม (Ensemble Forecasts) ลดความไม่แน่นอนในการพยากรณ์เพื่อประมาณการน้ำต้นทุนผลิตพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าได้ ระบบพยากรณ์นี้จึงสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งมีการเชื่อมโยงและตรวจสอบคุณภาพข้อมูลตลอดเวลา โดยการอิงอาศัยข้อมูลจริงล่าสุดจากจากจุดสถานีตรวจวัดใกล้เคียง
  3. เร็ว “ข้อมูลเรียลไทม์และระบบอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วในการวางแผนผลิตไฟฟ้า” คือ ข้อมูลทันสมัยเป็นปัจจุบันเสมอทำให้ผู้วางแผนการผลิตได้รับข้อมูลทันต่อสถานการณ์ ทำให้การดำเนินการภายใต้สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจในการวางแผนการผลิตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยกระบวนการพยากรณ์ทั้งหมดเป็นแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การดาวน์โหลดข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลสภาพอากาศ การจำลองสภาพอุทกวิทยา และแสดงผลลัพธ์ผ่านระบบ ซึ่งระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วการพยากรณ์ ลดภาระการทำงานและความผิดพลาดจากมนุษย์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
  4. ไกล "รองรับการพยากรณ์ระยะกลางถึง 15 วันล่วงหน้า" คือ สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำได้ล่วงหน้านานขึ้นหลายวัน โดยอาศัยแบบจำลองอุทกวิทยา (Global Hydrological Model: GHM) ของ DHI A/S และ MIKE+ River Models ทำให้สามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำในระยะกลางได้ถึง 15 วันล่วงหน้า จากระบบเดิมที่ 12 วัน ทำให้ระบบพยากรณ์นี้สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ทำให้สามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้นานกว่าเดิม

ภาพรวมการทำงานของระบบ

ระบบ CKP Forecasting System: XHHP Inflow Forecasting
แน่น
ข้อมูลเรียลไทม์จากเครือข่าย 15 สถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝนที่ติดตั้งทั่วสปป.ลาว รวมกับข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์น้ำในประเทศใกล้เคียง
ข้อมูลเรียลไทม์จากสถานีตรวจวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำฝน
ระบบควบคุมและเก็บข้อมูลระยะไกล SCADA
ปริมาณน้ำฝนจากการพยากรณ์
สังเกตการณ์จากดาวเทียมภาพถ่ายจากดาวเทียม
แม่น
ระบบอาศัยแบบจำลองทองคณิตศาสตร์ที่สร้างจากข้อมูลสำรวจท้องน้ำล่าสุดสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อนำไปวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
ฐานข้อมูล (Data Base)
เร็ว
ข้อมูลเรียลไทม์ แสดงผลลัพธ์ผ่านระบบอัตโนมัติเพื่อทคว่มรวดเร็วการพยากรณ์
โมเดลนำเข้าข้อมูลและประมวลผล
ไกล
รองรับการพยากรณ์ระยะกลางถึง 15 วันล่วงหน้า
วางแผนการผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าได้นานกว่าเดิม

ระบบนี้ยังสามารถต่อยอดเพื่อสร้างแบบจำลองการพัดพาตะกอน ซึ่งการพัดพาตะกอนเป็นกลไกสำคัญสำหรับความยั่งยืนของแม่น้ำโขง ช่วยให้บริษัทสามารถติดตามศึกษาพฤติกรรมการระบายตะกอนและรวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของแม่น้ำโขงในระยะยาว

ปัจจุบัน ระบบ CKP Forecasting System ถูกนำมาใช้สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และมีแผนการขยายผลไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในอนาคต

แผนการพัฒนา CKP Forecasting System : XHPP Inflow Forecasting (2024)

2566
  • ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ปัจจุบัน
  • สำรองข้อมูลและออกแบบระบบในอนาคต ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบใหม่
2567
  • จัดหาเครื่องคำนวณประสิทธิภาพสูงใหม่การถ่ายโอนระบบ
  • ย้ายชุดข้อมูลทางอุททกวิทยาและภูมอิสารสนเทศ
  • ฝึกอบรมพนักงาน
  • ทดสอบระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิม
2568
  • เริ่มใช้งานจริง CKP Forecasting System
  • ติดตามประเมินผลหลังการใช้งาน

ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อการบริการจัดเพิ่มประสิทธิภาพผ่านระบบ CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting (2024) ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ระบบนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้พลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการขับเคลื่อนระดับโลกเพื่อบรรลุสังคมคาร์บอนต่ำ

ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม

นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม
นวัตกรรมและนวัตกรองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2564 2565 2566 2567
จำนวนนวัตกรรม 11
นวัตกรรม (สะสม)
13
นวัตกรรม (สะสม)
16
นวัตกรรม (สะสม)
19
นวัตกรรม (สะสม)
จำนวนนวัตกร 10
นวัตกร (สะสม)
16
นวัตกร (สะสม)
50
นวัตกร (สะสม)
68
นวัตกร (สะสม)
จำนวนผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับ
การถ่ายทอดความรู้และนวัตกรรม
350
คน
1,530
คน
1,712
คน
4,594
คน
พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม
ผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมโดยรวม
พลังงาน ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการใช้นวัตกรรม
2564 2565 2566 2567
ลดการใช้พลังงาน 3,150
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
5,980
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
4,390
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
4,444
เมกะวัตต์-ชั่วโมง/ปี
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,418
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,763
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,026
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
2,054
ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่า/ปี
ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง -
ลิตร/ปี
-
ลิตร/ปี
-
ลิตร/ปี
4,770
ลิตร/ปี
ลดทรัพยากรน้ำ 58,594
ลูกบาศก์เมตร/ปี
54,387
ลูกบาศก์เมตร/ปี
28,006
ลูกบาศก์เมตร/ปี
28,010
ลูกบาศก์เมตร/ปี
ลดต้นทุนด้านพลังงาน 6.50
ล้านบาท/ปี
23.70
ล้านบาท/ปี
16.30
ล้านบาท/ปี
16.59
ล้านบาท/ปี