ผลกระทบต่อธุรกิจ (GRI3-3)

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่สำคัญของบริษัท เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ชุมชนรอบโครงการ และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน ทั้งในมิติความเสี่ยง โอกาส และความต่อเนื่องของธุรกิจ หากไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การปฏิบัติตามกฎหมาย และชื่อเสียงองค์กร

บริษัทจัดการผลกระทบดังกล่าวผ่าน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และกระบวนการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรน้ำ การควบคุมมลพิษ และการจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

การดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจกระทบต่อชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งอาจส่งผลต่อความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ พร้อมทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด การเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงาน โดยบริษัทกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความท้าทายและโอกาส (GRI3-3)

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นความท้าทายสำคัญของภาคพลังงาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการของเสีย และคุณภาพอากาศ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียด้านความรับผิดชอบและความโปร่งใสที่เพิ่มสูงขึ้น

ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน บริษัทมุ่งออกแบบกระบวนการดำเนินงานที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจัดการของเสียอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายดังกล่าวเป็นโอกาสให้ ยกระดับประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความมุ่งมั่น (GRI3-3)

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการผลิตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ บริษัทกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางปฏิบัติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

ภายใต้แนวคิด “Transition to Lasting Impact” บริษัทมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตพลังงานอย่างยั่งยืน เสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ความมุ่งมั่นดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ (GRI3-3)

นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
กลยุทธ์และแผนกลยุทธ์

บริษัทมุ่งมั่นเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน แม้บริษัทจะดำเนินการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับการผลิตไอน้ำในโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่นที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง การตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อ ควบคุมและลดมลภาวะให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดตามที่สามารถดำเนินการได้

บริษัทได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการตามมาตรฐานกฎหมายและมาตรฐานสากล พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงานและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชนในด้านการดำเนินงาน บริษัทได้ดำเนินการตามมาตรฐาน ISO14001:2015 และดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมทุกกระบวนการ พร้อมมาตรการป้องกัน บรรเทา และเยียวยาผลกระทบอย่างรอบด้าน โรงไฟฟ้าทุกแห่งได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และมีการรายงานผลตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทผ่านการทวนสอบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานอิสระ บริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด ซึ่งครอบคลุมข้อมูลสำคัญ เช่น ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณการปล่อยน้ำ การจัดการขยะ และการปล่อยมลสารทางอากาศ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสและความมุ่งมุ่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัทยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่พนักงานและผู้มีส่วนได้เสีย โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับชุมชนในพื้นที่ดำเนินงานของโรงไฟฟ้าทุกแห่ง เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

การจัดการทรัพยากรน้ำ (GRI303-1, 303-2, 303-3, 303-4, 303-5)

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานน้ำ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 92 ของกำลังการผลิตติดตั้งของบริษัท

บริษัทได้พัฒนามาตรการต่าง ๆ เพื่อจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรอบด้าน ได้แก่:

  1. การเฝ้าระวังแหล่งน้ำและติดตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันวามเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำ
  2. การส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในกระบวนการผลิตและสำนักงาน
  3. การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน
  4. การควบคุมคุณภาพน้ำปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากล

บริษัทได้ใช้เครื่องมือ AQUEDUCT Water Risk Atlas ซึ่งพัฒนาโดย World Resources Institute (WRI) ในการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นประจำทุกปี พร้อมกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนโดยรอบ

นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์น้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อ สนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและการอุปโภคบริโภคของชุมชน

บริษัทนำระบบ CKP Forecasting System: XHPP Inflow Forecasting ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2567 มาใช้ในการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้า (Inflow) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีล่วงหน้า โดยเป็นระบบพยากรณ์ด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา (Hydro-Meteorological Forecasting System) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและระยะเวลาการคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ และการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อขยายการใช้งานไปยังโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นภายในกลุ่มบริษัท และวางแผนปรับปรุงให้ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงานทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการผลิตไฟฟ้าล่วงหน้า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการใช้ทรัพยากรร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างเหมาะสม

การพัฒนานวัตกรรมด้านการคาดการณ์และบริหารจัดการน้ำนี้ ช่วยเสริมความพร้อมของบริษัทในการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานน้ำในฐานะแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และเป้าหมายการพัฒนาสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ในระยะยาว

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น

โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บางเขนชัย

สำหรับการจัดการน้ำในโรงไฟฟ้า:

  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม โดยทำสัญญาซื้อขายน้ำประปากับบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน แหล่งน้ำดิบมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา และผ่านกระบวนการผลิตน้ำประปาภายในนิคมอุตสาหกรรมก่อนนำมาใช้ในกระบวนการผลิต

    การบำบัดน้ำเสียและการจัดการน้ำทิ้งภายใต้ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการระบบบำบัด โดยน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดจะถูกเก็บกักในบ่อพักน้ำทิ้งเป็นเวลา 1 วัน ก่อนระบายลงสู่คูระบายน้ำของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการต่าง ๆ ภายในระบบ ซึ่งช่วยสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและลดการใช้น้ำใหม่

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น กำหนดให้คุณภาพน้ำที่ปล่อยออกเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานคุณภาพน้ำของการนิคมอุตสาหกรรม โดยมีการตรวจติดตามคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

  • การจัดการน้ำในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังน้ำใช้น้ำจากแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดินสำหรับการอุปโภคและบริโภคของพนักงาน รวมถึงใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า โดยมีการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ภายในระบบก่อนปล่อยออกจากโรงไฟฟ้า บริษัทดำเนินมาตรการจัดการน้ำทิ้งภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ และควบคุมคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14001:2015

    บริษัทมีการตรวจสอบและติดตามคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

  • การจัดการน้ำในโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ใช้น้ำจากแหล่งน้ำระบบประปาและแหล่งน้ำผิวดิน โดยให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ และการประหยัดพื่อลดการใช้น้ำเกินความจำเป็น การใช้น้ำหลักอยู่ในกระบวนการทำความสะอาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

    บริษัทควบคุมคุณภาพน้ำปล่อยออกให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้น้ำต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการประเมินประสิทธิภาพและปรับปรุงการจัดการน้ำในระยะยาว

ผลการดำเนินงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ (GRI303-3, 303-4, 303-5)

บริษัทได้พัฒนาและดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2568 ไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกจากระบบ เนื่องจากไม่มีเกินค่าควบคุม (Discharge limits) และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตขององค์กรและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ​

ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ทั้งหมด ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ต่อหน่วยการผลิต

หมายเหตุ:
- ในปี 2565 บริษัทได้ขยายขอบเขตการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดด้านน้ำให้ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไชยะบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และสำนักงานใหญ่ของบริษัทเป็นปีแรก
- ในปี 2568 ขยายขอบเขตการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดด้านปริมาณน้ำที่นำมาใช้ทั้งหมดให้ครอบคลุมระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

การจัดการขยะและของเสีย (GRI306-1, 306-2, 306-3, 306-4, 306-5)

บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียในทุกประเภท ทั้งของเสียทั่วไป ของเสียอันตราย และขยะอินทรีย์ โดยดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ใช้กับภาคพลังงาน อาทิ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 กฎกระทรวงและประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรอบแนวปฏิบัติ (Code of Practice: COP) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14001:2015

สำหรับการดำเนินงานใน สปป.ลาว บริษัทนำแนวทางการจัดการของเสียตามมาตรฐาน ISO 14001:2015 มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องเพื่อควบคุมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร โดยบริษัทมุ่งเน้นการลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการกำหนดระเบียบปฏิบัติที่ครอบคลุมการจัดการขยะและของเสียจากกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในสำนักงานและโรงไฟฟ้าทุกแห่ง

บริษัทส่งเสริมการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับการรีไซเคิล และการจัดการของเสียปลายทางโดยผู้รับจ้างที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทจัดอบรมและสื่อสารให้ความรู้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องด้านการจัดการขยะและของเสีย และสนับสนุนการสร้างแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม: ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน บริหารจัดการของเสียทุกประเภทอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมการจำแนกประเภทของเสีย การติดตามปริมาณ และวิธีการกำจัดอย่างโปร่งใส โรงไฟฟ้าดำเนินการตามกฎกระทรวงและประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มีมาตรการลดของเสียตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ประโยชน์ (Reuse/Recycle) และควบคุมการกำจัดของเสียอันตรายผ่านผู้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลการจัดการของเสียเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ: มีระบบการจัดการขยะและของเสียในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และครอบคลุมทุกประเภท โดยกำหนดประเภทขยะและของเสียที่เกิดขึ้นเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.ขยะทั่วไป 2.ขยะรีไซเคิล 3.ขยะอินทรีย์ 4.ขยะอันตราย และ5.ขยะติดเชื้อ แต่ละประเภทมีวิธีการคัดแยกและกำจัดที่แตกต่างกันตามหลักสุขภิบาล และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตฐานสากล ISO 14001:2015 นอกจากนี้โรงไฟฟ้ายังดำเนินการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ด้านการจัดการขยะและของเสียแก่พนักงานทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินการ

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์: ดำเนินการจัดการของเสียโดยยึดหลักการลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง (Waste Minimization) ควบคู่กับการคัดแยกของเสียตามประเภทอย่างเหมาะสม โดยของเสียอันตรายจะถูกส่งต่อให้ผู้รับจ้างที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ขณะที่ของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้เข้าสู่กระบวนการจัดการตามที่มาตรฐานกำหนด การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้อมกับมาตรฐานสากล ISO 14001:2015 และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ และหลักเกณฑ์ Code of Practice (COP) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)เพื่อให้การดำเนินงานด้านการจัดการขยะและของเสียมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานด้านการจัดการขยะและของเสีย (GRI 306-3)
ผลการดำเนินงานด้านการจัดการขยะและของเสีย
ปริมาณขยะอันตรายและของเสียอันตรายทั้งหมด ปริมาณขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตรายทั้งหมด ปริมาณขยะและของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ปริมาณขยะอันตรายและของเสียอันตรายต่อหน่วยการผลิต ปริมาณขยะไม่อันตรายและของเสียไม่อันตรายต่อหน่วยการผลิต ปริมาณขยะและของเสียทั้งหมดต่อหน่วยการผลิต

หมายเหตุ :บริษัทได้ขยายขอบเขตการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดด้านขยะให้ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ของบริษัทในปี 2565 เป็นปีแรก และในปี 2568 ทางโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีกิจกรรม Major Overhaul ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 2568

การจัดการการปล่อยมลสารทางอากาศ (GRI305-7)

บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง โดยร้อยละ 93 ของกำลังการผลิตติดตั้งมาจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตไฟฟ้า จึงไม่ก่อให้เกิดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดดังกล่าว การดำเนินงานนี้ช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน

สำหรับโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บริษัทเลือกใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีปริมาณไนโตรเจนต่ำเป็นเชื้อเพลิง แม้ว่ากระบวนการเผาไหม้อาจก่อให้เกิดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) บริษัทได้นำเทคโนโลยี Dry Low NOx Burner (DLE) มาใช้ในการควบคุมการเผาไหม้ โดยการปรับสัดส่วนการผสมระหว่างเชื้อเพลิงและอากาศก่อนเผาไหม้ ช่วยลดอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ ส่งผลให้ สามารถลดการปล่อย NOx ได้ประมาณร้อยละ 40–50 เมื่อเทียบกับระบบเผาไหม้ทั่วไป พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดการสูญเสียพลังงานในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

นอกจากนี้ บริษัทได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMs) บริเวณปล่องระบายอากาศของโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังและติดตามค่าการปล่อยมลสารทางอากาศแบบเรียลไทม์ และใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทเปิดเผยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปีละ 2 ครั้ง

ผลการดำเนินงานด้านการควบคุมปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศ (GRI305-7)
ผลการดำเนินงานด้านการควบคุมปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศ
ปริมาณการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) ปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง
ปริมาณการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต ปริมาณการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต ปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองต่อหน่วยการผลิต

หมายเหตุ: บริษัทมีการปล่อยมลสารทางอากาศ เฉพาะโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เท่านั้น

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2568 และผลการดำเนินงานปี 2568
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
กฎหมาย
(GRI 307)
เป้าหมายระยะยาว
ไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมตลอดการดำเนินงาน
ไม่มี
กรณี
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568
ไม่มีการระเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่มี
กรณี
ไม่มี
กรณี
เงินค่าปรับเกี่ยวกับการระเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
0
บาท
0
บาท
เงินค่าปรับเกี่ยวกับการระเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแว้มล้อมที่คาดว่าจะต้องเสียภายในสิ้นปี
0
บาท
0
บาท
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดการทรัพยากรน้ำ
GRI 303
เป้าหมายระยะยาว
คุณภาพน้ำปล่อยออกเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดและใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า
เป็นไปตามมาตรฐานที่กฏหมายกำหนด
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568
ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ทั้งหมด
≤ 41,077.45
ล้านลิตร
42,355.08
ล้านลิตร
ปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดต่อปริมาณพลังงานที่ผลิตทั้งหมด
≤ 0.0038
ล้านลิตร/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.0034
ล้านลิตร/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณน้ำเสียที่ได้รับการบำบัดก่อนทิ้ง
100%
100%
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดการของเสีย
(GRI 306)
มลสารทางอากาศ
(GRI 305-7)
เป้าหมายระยะยาว
การจัดการของเสียทั่วไปและของเสียอันตรายเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
เป็นไปตามมาตรฐานที่กฏหมายกำหนด
คุณภาพอากาศจากปล่องตลอดการดำเนินงานเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
เป็นไปตามมาตรฐานที่กฏหมายกำหนด
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568 เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2567
ปริมาณขยะอันตรายและของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
≤ 93.56
เมตริกตัน
21.36
เมตริกตัน
ปริมาณการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ทั้งหมด
≤ 700,000
กิโลกรัม
784,861.33
กิโลกรัม
ปริมาณขยะอันตรายและของเสียอันตรายต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.000009
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.000002
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.4228
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.4891
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณขยะไม่อัตรายและของเสียไม่อันตรายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
≤ 125.14
เมตริกตัน
116.27
เมตริกตัน
ปริมาณหารปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ทั้งหมด
≤ 25,000
กิโลกรัม
23,437.44
กิโลกรัม
ปริมาณขยะไม่อัตรายและของเสียไม่อันตรายต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.000012
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.000009
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณการปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.0151
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.0146
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณขยะและของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด
≤ 218.70
เมตริกตัน
137.62
เมตริกตัน
ปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองทั้งหมด
≤ 11,000
กิโลกรัม
9,099.08
กิโลกรัม
ปริมาณขยะและของเสียต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.000020
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.000011
เมตริกตัน/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองต่อหน่วยการผลิต
≤ 0.0066
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
0.0057
กิโลกรัม/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ปริมาณขยะและของเสียที่ใช้ซ้ำและ/หรือนำกลับไปใช้ใหม่
> 12.77
เมตริกตัน
26.74
เมตริกตัน

โครงการที่โดดเด่นที่ได้ดำเนินการในปี 2568

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

โครงการ “Paper-X” เป็นโครงการที่บริษัทดำเนินการต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมการลดปริมาณขยะ โดยมุ่งเน้นการรีไซเคิลและนำขยะประเภทกระดาษกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดแยกกระดาษอย่างถูกวิธี

รายละเอียดโครงการ:

กระดาษที่นำมาเข้าร่วมโครงการจะถูกแยกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  • กระดาษขาว
  • กระดาษลัง/กระดาษน้ำตาล
  • กระดาษประเภทอื่น ๆ

กระดาษที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เพื่อนำไปผลิตเป็นกระดาษใหม่ที่มีคุณภาพ และกระดาษเหล่านี้จะถูกส่งมอบให้แก่โรงเรียนในชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน

ผลการดำเนินงานในปี 2568:

  • บริษัทสามารถจัดส่งกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจำนวน 2,080 กิโลกรัม
  • กระดาษรีไซเคิลที่ได้ถูกผลิตเป็นกระดาษใหม่จำนวน 39 รีม
  • กระดาษรีไซเคิลเหล่านี้ถูกส่งมอบให้กับ โรงเรียนบางปะอินราชานุเคราะห์ 1 เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์การเรียน
  • ประหยัดงบประมาณ 4,140 บาท

ความสำเร็จของโครงการ:

โครงการ Paper-X ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะและการใช้ทรัพยากรกระดาษ แต่ยังสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานเกี่ยวกับการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง และส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการยังมีส่วนช่วยสนับสนุนด้านการศึกษาของเยาวชนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ที่ได้รับ:

  • ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษและลดขยะในองค์กร
  • สนับสนุนการรีไซเคิลและเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้งาน
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

บริษัทได้ดำเนิน โครงการคิดก่อน Print อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น โดยมุ่งเน้นการลดการพิมพ์เอกสารสี และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนจากเอกสารกระดาษ (Hard Copy) เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Documents) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายในองค์กร

แนวทางการดำเนินโครงการ:

  • รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดการพิมพ์เอกสารสีที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในทุกหน่วยงาน
  • ปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น มาตรฐานบัญชี

ผลการดำเนินงานปี 2568:

  • บริษัทสามารถลดการพิมพ์เอกสารสีได้ประมาณ 946 แผ่น เมื่อเทียบกับปริมาณการพิมพ์สีในปีที่ผ่านมา
  • ลดค่าใช้จ่ายขององค์กรได้ถึง 1,970 บาท

ความสำเร็จของโครงการ:

โครงการนี้ช่วยสร้างความตระหนักในหมู่พนักงานเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาการใช้กระดาษในองค์กร ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แทนที่เอกสารกระดาษ อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดปริมาณขยะจากกระดาษและหมึกพิมพ์

ข้อดีของโครงการ:

  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น กระดาษและหมึกพิมพ์
  • ลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร
  • สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
  • ส่งเสริมให้พนักงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

บริษัทได้จัดทำ โครงการถังขยะแยกประเภท เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในสำนักงานอย่างถูกต้อง โดยมุ่งเน้นให้ขยะแต่ละประเภทสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการนำขยะบางประเภทไปใช้ประโยชน์เพิ่มเติม

แนวทางการดำเนินโครงการ:

จัดตั้ง ถังขยะแยกประเภท วางไว้บริเวณจุดต่าง ๆ ภายในสำนักงาน แบ่งขยะออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่:

  • ทำการ บันทึกน้ำหนักขยะแต่ละประเภท เพื่อเก็บเป็นข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบการลดปริมาณขยะในอนาคต
  • ปลูกฝังพฤติกรรม การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ในหมู่พนักงาน
  • เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ประเภทและวิธีการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ผ่านการจัดอบรมและกิจกรรมต่าง ๆ

กิจกรรมสนับสนุน:

  • จัดกิจกรรมอบรม "ทิ้งขยะให้ถูกถัง เพิ่มพลังรักษ์โลก" เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง
  • เผยแพร่เอกสารและเนื้อหาอบรมผ่าน Mobile Application: CKPower Academy เพื่อให้พนักงานและผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก 1,970 บาท

ผลลัพธ์ของโครงการในปี 2568:

  • พนักงานสามารถคัดแยกขยะและนำไปสู่การจัดการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี
  • ขยะที่คัดแยกได้สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่าง ๆ

ความสำเร็จของโครงการ:

  • โครงการถังขยะแยกประเภทสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างความยั่งยืนผ่านการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ถูกส่งไปกำจัด แต่ยังส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง

ข้อดีของโครงการ:

  • ลดปริมาณขยะที่ถูกกำจัดอย่างไม่เหมาะสม
  • สนับสนุนกระบวนการรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
  • ปลูกฝังพฤติกรรมการคัดแยกขยะในองค์กร
  • สนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

โครงการถังหมักรักษ์โลก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการสนับสนุนการแยกขยะภายในโรงไฟฟ้า เพื่อให้สามารถจัดการขยะได้อย่างเหมาะสมและเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างมีคุณค่า

รายละเอียดโครงการ:

  • บริษัทได้ออกแบบถังหมักปุ๋ยอินทรีย์ ที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ โดยนำขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหารจากโรงอาหารของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อนำมาใช้ในงานดูแลพื้นที่สีเขียวและสวนเกษตรภายในโรงไฟฟ้า

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ:

  • ลดปริมาณขยะเปียก: จัดการและลดปริมาณเศษอาหารจากโรงอาหารที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
  • ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย: ผลิตปุ๋ยคุณภาพดีจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อนำมาใช้ใน พื้นที่สวน Grow Green ของโรงไฟฟ้า
  • พัฒนาความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม: เพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจให้แก่พนักงานเกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพท์ของโครงการในปี 2568:

  • ลดปริมาณขยะเศษอาหาร: ลดขยะเปียกจากโรงอาหารที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบได้ 100% ในปี 2568 รวมปริมาณขยะที่ลดลง 3,001 กิโลกรัม
  • การนำขยะอาหารไปทำปุ๋ยหมัก แทนฝังกลบ หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.20 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • ช่วยลดปัญหามลพิษทางน้ำและดินจากการฝังกลบ
  • ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรลดการใช้ปุ๋ยบำรุงพื้นที่สีเขียวภายในโรงไฟฟ้า
  • อยู่ระหว่างการปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ โดยคาดว่าจะผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี ในปี 2568 และนำไปใช้ในการดูแลพื้นที่สีเขียวและเกษตรกรรมภายในโรงไฟฟ้า

ความสำเร็จของโครงการ:

โครงการถังหมักรักษ์โลกสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้าง ระบบจัดการขยะที่ยั่งยืน โดยใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอินทรีย์ ผลลัพธ์จากโครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสนับสนุนการลดต้นทุนและส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการจัดการขยะในองค์กร

ข้อดีของโครงการ:

  • ลดปริมาณขยะเปียกที่ต้องส่งไปกำจัดในหลุมฝังกลบ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยสำหรับพื้นที่สวน
  • ส่งเสริมความรู้ด้านการจัดการขยะและการผลิตปุ๋ยให้แก่พนักงาน
  • สนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขององค์กร

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

บริษัทได้ดำเนินร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลแผนกกสิกรรม ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม แขวงหลวงพระบาง ในการสนับสนุนบริจาคฝาขวดน้ำพลาสติก เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นโต๊ะนักเรียน สำหรับช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลนในแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยให้พนักงานภายในโรงไฟฟ้าไซยะบุรี นำฝาขวดน้ำพลาสติกที่ใช้แล้ว มาร่วมบริจาคตั้งแต่เดือนเมษายน - ตุลาคม เพื่อมุ่งเน้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคม

แนวทางการดำเนินงาน:

  • ให้พนักงานตระหนักถึงคุณค่าของการคัดแยกขยะ และใด้ประโยชน์ในการแปรรูปสร้างผลิตภันฑ์ใหม่
  • พนักงานมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม สนับสนุนการศึกษา และมอบโอกาสให้แก่ชุมชนท้องถิ่น
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงไฟฟ้า และหน่วยงานของรัฐบาล

ผลการดำเนินงานในปี 2568:

  • บริษัทสามารถรวบรวมฝาขวดน้ำพลาสติกจำนวน 10 กิโลกรัม

ความสำเร็จของโครงการ:

นำส่งฝาขวดน้ำพลาสติกปริมาณ 10 กิโลกรัม ให้แก่แผนกกสิกรรม ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม แขวงหลวงพระบาง ในเดือนตุลาคม เพื่อส่งต่อไปดำเนินการรีไซเคิลเป็นโต๊ะนักเรียน

ข้อดีของโครงการ:

  • มีส่วนร่วมในการรีไซเคิลขยะให้สามารถออกมาใช้งานได้จริง และเกิดประประโยชน์แก่ชุมชน
  • พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม และเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
  • สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน รวมถึงการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐบาล

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

โครงการนำน้ำ UF Backwash กลับมาใช้ในระบบ Cooling Basin BIC-1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำ โดยลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใหม่ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และเสริมสร้างความรู้ให้แก่พนักงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรสู่ความยั่งยืน

แนวทางการดำเนินงาน:

  • ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำ Backwash โดยนำน้ำจากถังปรับสภาพน้ำ (Neutralizing Tank) กลับมาใช้ประโยชน์ในบ่อพักน้ำของระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower Basin)
  • ลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำใหม่ด้วยการนำน้ำ UF Backwash กลับมาใช้ซ้ำในระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำและสนับสนุนเป้าหมายการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลการดำเนินงานในปี 2568:

  • สามารถประหยัดการใช้น้ำ Service Water สำหรับการเติมน้ำเข้าสู่บ่อพักน้ำของระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower Basin) ได้จำนวน 1,315 ลูกบาศก์เมตร ในช่วงเดือนกรกฎาคม–พฤศจิกายน

ความสำเร็จของโครงการ:

โครงการนำน้ำล้างย้อนจากระบบกรองเมมเบรน (UF Backwash) กลับมาใช้ที่บ่อพักน้ำของระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ BIC-1 สามารถลดปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำได้ 3,960 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

ข้อดีของโครงการ:

  • สามารถลดการใช้ทรัพยากรน้ำได้ 3,960 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • สนับสนุนการรีไซเคิลน้ำและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1) (โครงการต่อเนื่อง) มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบ หอหล่อเย็น (Cooling Tower) และลดการสูญเสียน้ำ โดยการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ในระบบหอหล่อเย็น เพื่อให้น้ำที่ผ่านกระบวนการก่อนปล่อยออกสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

แนวทางการดำเนินงาน:

  • ปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ในระบบหอหล่อเย็นเพื่อเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนน้ำ
  • ลดปริมาณน้ำทิ้งจากระบบ และลดความจำเป็นในการเติมน้ำใหม่เข้าสู่ระบบ

ผลลัพท์ของโครงการในปี 2568:

  • สามารถ ลดปริมาณน้ำทิ้งจากระบบหอหล่อเย็น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดปริมาณน้ำที่เติมเข้าสู่ระบบมากกว่า 107,751 ลูกบาศก์เมตรหรือเทียบเท่ากับ 107,751,000 ล้านลิตร
  • ลดค่าใช้จ่าย 2,839,238.85 บาท

ความสำเร็จของโครงการ:

โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียทรัพยากรในกระบวนการผลิตพลังงาน ความสำเร็จของโครงการไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านน้ำ แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ข้อดีของโครงการ:

  • ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยน้ำทิ้ง
  • สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของบริษัท

วัตถุประสงค์ของโครงการ:

โครงการลดการใช้น้ำมันหล่อลื่น ของ Gas Compressor (โครงการต่อเนื่อง) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักรประเภท Gas Compressor โดยการปรับปรุงระบบฉีดน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง เพื่อลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นส่วนเกิน ลดการเกิดของเสียอันตรายจากน้ำมันใช้แล้ว และช่วยลดค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

รายละเอียดโครงการ:

  • ปรับปรุงระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นของ Gas Compressor ให้ควบคุมปริมาณการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของระบบเดิมเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้
  • ดำเนินการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์หรือกระบวนการควบคุมการฉีดน้ำมันให้เหมาะสมกับภาระงานจริงของเครื่องจักร
  • ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องโดยมีการติดตามผลการลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นและปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดขึ้น

ผลลัพท์ของโครงการในปี 2568:

  • ลดปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นและของเสียอันตรายที่เกิดจากน้ำมันใช้แล้วได้ประมาณ 8,600 ลิตร
  • ลดค่าใช้จ่ายรวมจากการซื้อน้ำมันหล่อลื่นและค่ากำจัดน้ำมันใช้แล้วประมาณ 3,051,400 บาท
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการส่งน้ำมันหล่อลื่นไปกำจัด 21.62 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า​

ความสำเร็จของโครงการ:

  • สามารถลดการใช้ทรัพยากรและของเสียอันตรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นที่ได้รับการปรับปรุงสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ในระยะยาว
  • โครงการได้รับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและสามารถต่อยอดไปยังเครื่องจักรประเภทอื่นในอนาคตได้

ข้อดีของโครงการ:

  • ลดปริมาณของเสียอันตรายได้ถึง 8,600 ลิตร ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าต่อเนื่อง
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและทรัพยากร
  • สนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการของเสียตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รายงานความยั่งยืน ปี 2568