ผลกระทบต่อธุรกิจ (GRI3-3, 304-2)

การดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าของบริษัทอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม หรือพื้นที่ใกล้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต การเชื่อมต่อของระบบนิเวศ และบริการจากระบบนิเวศ (ecosystem services)
ผลกระทบดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น IFC Performance Standards และ Equator Principles หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดบทลงโทษ ความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ หรือการทบทวนขอบเขตโครงการ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องและเสถียรภาพของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
เพื่อบริหารจัดการผลกระทบและลดความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเชิงรุก (Proactive Risk Assessment) และนำผลการประเมินมาใช้ในการกำหนดนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบอย่างเหมาะสม ครอบคลุมทั้งระยะก่อน ระหว่าง และหลังการดำเนินโครงการ
นอกจากนี้ บริษัทประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว
ความท้าทายและโอกาส (GRI3-3)

ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาและการดำเนินโครงการด้านพลังงาน ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดำเนินงาน รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุน สถาบันการเงิน และสังคมต่อการจัดการผลกระทบด้านธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบและมีข้อมูลรองรับ เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ และสะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูล การติดตาม และการตรวจสอบ ทำให้การเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของความโปร่งใส ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูล

บริษัทจึงกำหนดกรอบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยง ป้องกัน และลดผลกระทบ ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการบริหารจัดการในพื้นที่ดำเนินการ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 15 (SDG 15) ในการปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน

ในปี 2567 บริษัทได้จัดทำการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติภายใต้กรอบ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) และในปี 2568 บริษัทได้จัดทำกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan Framework: BAP Framework) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาแผน BAP ฉบับสมบูรณ์ในระยะถัดไป

การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือด้าน ESG แต่ยังสร้างโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงด้านธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว

ความมุ่งมั่น (GRI3-3)

บริษัทมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย “การไม่มีการสูญเสียสุทธิจากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ (Strive toward No Net Loss: NNL)” ภายในปี 2583

บริษัทได้ผนวกเป้าหมายดังกล่าวไว้ในกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กร และจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อป้องกัน ลด และบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการคุ้มครองและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทดำเนินการผ่านโครงการสำคัญได้แก่

  • โครงการตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Monitoring Program): เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบในพื้นที่ดำเนินการ
  • การจัดทำแผนที่นำทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Roadmap) และกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP Framework)
  • การรายงานตามกรอบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures): เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมชาติ
  • การจัดทำแผนการการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เพื่อยกระดับการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโครงการ

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งจากการดำเนินงานของบริษัทและจากคู่ค้าธุรกิจตามขอบเขตที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการจัดการผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ (GRI3-3)

นโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
กลยุทธ์และแผนกลยุทธ์

การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตาม นโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บริษัทเน้นการคิดค้นนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและลดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศ

การส่งเสริมความตระหนักรู้

บริษัทได้ดำเนินการ สื่อสารและสร้างความเข้าใจในความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศให้แก่ พนักงานทุกระดับ รวมถึง ผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินโครงการเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ชุมชน และ สังคม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (GRI304-3)

บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าภายใต้กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบโครงการไปจนถึงการบริหารจัดการในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ โดยประกอบด้วยแนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ดังนี้:

แนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy)
หลีกเลี่ยงผลกระทบ
(Avoid)
บรรเทาผลกระทบ
(Minimize)
ฟื้นฟูและชดเชยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ
(Restore and Offset)
  • แนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ดำเนินการอย่างรอบคอบควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการในทุกพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทุกระดับ
  • หลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoid) หลีกเลี่ยงกิจกรรมในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบหรือผลเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • บรรเทาผลกระทบ (Minimize) กำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด หรือจำกัดอันตรายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเท่าที่เป็นไปได้
  • ฟื้นฟูและชดเชยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ (Restore and Offset) ดำเนินการฟื้นฟูและชดเชยการบริการทางระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวม → ฟื้นฟู และการชดเชยในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลกระทบได้ (Restore and Offset as a last resort) โดยดำเนินการฟื้นฟูหรือชดเชยบริการจากระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลกระทบได้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่การไม่มีการสูญเสียสุทธิของความหลากหลายทางชีวภาพ (Strive toward No Net Loss: NNL)
แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (GRI304-3)

ปี 2566 บริษัทได้พัฒนา แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะที่ 1 ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลา 5 ปี (ปี 2566-2570) เพื่อผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่มีการสูญเสียจากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศสุทธิเป็นศูนย์ (No Net Loss) ภายในปี 2583 โดยแผนนี้มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในแต่ละปี เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนในระดับองค์กรและระดับสากล

ระยะที่ 1 (2566–2570): แผนการดำเนินงานที่สำคัญ

ปี 2565

  • เริ่มต้นการพัฒนาแผนกลยุทธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Roadmap)
  • จัดทำแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จัดทำนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ปี 2566

  • โครงการตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Monitoring Program) เพื่อตรวจสอบและติดตามผลกระทบในพื้นที่ดำเนินการ
  • จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะที่ 1 (ปี 2566–2570)

ปี 2567

  • เริ่มดำเนินการ Critical Habitat Assessment (CHA) และจัดทำกรอบแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญของ CKPower (โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี)
  • จัดทำรายงาน Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติอย่างโปร่งใส
  • พัฒนากรอบแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

ปี 2568

  • ดำเนินการจัดทำและแล้วเสร็จกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP Framework) ในระดับโครงการ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ปี 2569

  • ขยายการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) เพื่อครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญของบริษัทตามการจัดลำดับความเสี่ยง โดยพิจารณาจากระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความอ่อนไหวของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่

ระยะที่ 2 (2026–2040): การติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

  • ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปฏิบัติการที่กำหนดตามแผน โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงขององค์กร
  • ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินประสิทธิผลของมาตรการบริหารจัดการและความก้าวหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมาย No Net Loss (NNL)
  • ทบทวน ปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

ตรวจสอบ (Monitoring)

  • ตรวจสอบติดตามสถานการณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางน้ำ ให้เป็นไปตาม Environmental and Social Management and Monitoring Plan during Operation Phase (ESMMP-OP) ภายใต้มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำผลการติดตามมาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง
    • โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ดำเนินมาตรการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการเดินเครื่อง โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบ ติดตาม และควบคุมการปนเปื้อนจากของเสียที่อาจเกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานไม่ให้แพร่กระจายสู่สภาพแวดล้อมโดยรอบในพื้นที่โรงไฟฟ้า มาตรการครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บและกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง การจัดการน้ำทิ้งและสารเคมี การตรวจติดตามคุณภาพน้ำและดิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และแนวปฏิบัติสากล ตลอดจนลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้น้อยที่สุด
    • โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ดำเนินการตรวจสอบและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมตัวชี้วัดสำคัญ เช่น ปริมาณตะกอน คุณภาพน้ำ ชนิดพันธุ์ปลา รวมถึงไข่ปลา ทั้งบริเวณเหนือน้ำและท้ายน้ำของโรงไฟฟ้า พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีติดตามการอพยพของปลาแม่น้ำโขงเพื่อการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และประเมินแนวโน้มด้านนิเวศวิทยาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  • การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation)
    • จากการตรวจสอบทุกโรงไฟฟ้าในช่วงดำเนินการผลิต ภายในขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท ไม่พบกิจกรรมการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่โครงการ และโรงไฟฟ้าทุกแห่งไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่มรดกโลก
  • การห้ามล่าสัตว์
    • กำหนดนโยบายห้ามจับสัตว์น้ำและสัตว์ป่าทุกประเภทภายในพื้นที่โครงการ ทั้งในช่วงก่อสร้างและช่วงดำเนินการผลิต พร้อมดำเนินกิจกรรมสื่อสารและให้ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบเกี่ยวกับผลกระทบจากการล่าสัตว์อย่างผิดกฏหมาย และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยโรงไฟฟ้าทุกแห่งไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่มรดกโลก
  • การป้องกันการปนเปื้อน
    • มีระบบบริหารจัดการขยะ น้ำทิ้ง และอากาศจากเตาเผาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการเก็บรวบรวม คัดแยก บำบัด และกำจัดของเสียทุกประเภทตามขั้นตอนที่กำหนด พร้อมตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งและอากาศก่อนปล่อยกลับสู่สิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในพื้นที่โครงการ

ศึกษา (Study)

  • ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในเชิงพื้นที่ และชนิดพันธุ์ รวมถึงการประเมินพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ และชนิดพันธุ์คุ้มครองตามเกณฑ์ของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature: IUCN)
  • ปัจจุบันโรงไฟฟ้าและสำนักงานทุกแห่งที่ควบคุมการดำเนินงานของบริษัท ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่มรดกโลก และพื้นที่คุ้มครองโดย IUCN ประเภทที่ 1-4
  • ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพก่อนดำเนินโครงการ (Baseline Study) สำหรับโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ประเมิน (Assessment)

บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังคงเหลือ (Residual Impacts) จากการดำเนินงานของทุกหน่วยธุรกิจ ในขอบเขตที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนป้องกัน ฟื้นฟู และรักษาระบบนิเวศให้คงสภาพสมดุลในระยะยาว การประเมินดังกล่าวครอบคลุมทั้งพื้นที่ดำเนินงานหลักและพื้นที่ในเขตอุตสาหกรรมที่มีระดับผลกระทบด้านระบบนิเวศต่ำ เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์

จัดทำ (Management)

  • การจัดทำแผนการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพดำเนินการตามมาตราฐาน IFC Guidance PS 6 (Biodiversity Conservation and Sustainable Natural Resource Management) โดยระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และประเมินภัยคุกความจากกิจกรรมของโรงไฟฟ้าต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรรมชาติของถิ่นที่อยู่อาศัยและและความเสี่ยงจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น
  • จัดทำแผนการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan) สำหรับพื้นที่ที่เข้าข่าย Critical Habitat ตามเกณฑ์ IFC Performance Standard 6
  • ประเมินพื้นที่ความเสี่ยงตามกรอบ Key Biodiversity Area (KBA) ในลักษณะการคัดกรอง (screening) สำหรับโรงไฟฟ้าในขอบเขตที่มีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จัดทำรายงานตามกรอบ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติอย่างโปร่งใสและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมชาติในระดับองค์กร

เสริมสร้าง (Support)

เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และการพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและดำเนินงานอย่างยั่งยืน

ระบบทางปลาผ่านแบบผสม ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (Hybrid Fish Passing and Fish Locks System in Xayaburi Hydroelectric Power Plant)

บริษัทใช้ระบบทางปลาผ่านแบบผสม (Hybrid Fish Passing and Fish Lock System) เพื่อสนับสนุนการคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ขนาด 1,285 เมกะวัตต์ บนแม่น้ำโขงระหว่างแขวงไซยะบุรีและหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินงานประมาณ 564,000 เฮกตาร์ มีการศึกษาความเหมาะสมตามชนิดพันธุ์ปลา ตั้งแต่ระยะการออกแบบก่อสร้าง รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงต่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ ตาม IUCN Red List ก่อนที่บริษัทจะเริ่มนำระบบทางปลาผ่านแบบผสมมาใช้งาน

ระบบประกอบด้วย ทางปลาผ่านแบบ Vertical-slot Fishway (กว้าง 18 เมตร และลึกสูงสุด 16 เมตร) เชื่อมต่อกับ ช่องยกปลา (Fish Locks) ขนาดใหญ่ โดยการออกแบบและระบบการทำงานสอดคล้องกับขนาดและพฤติกรรมปลาในแม่น้ำโขง เพื่อสนับสนุนการอพยพในช่วงขยายพันธุ์และวางไข่ ช่วยคงไว้ซึ่งวงจรชีวิตสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ และ สนับสนุนการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าไปพร้อมกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

วิดีโอการเดินทางของปลา
เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2568 และผลการดำเนินงานปี 2568 (GRI3-3)
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
(GRI 304)
เป้าหมายระยะยาว
พัฒนาแผนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินการปี 2568
จัดทำกรอบการจัดทำแผนการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP framework) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
100%
100%
เก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนการการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2
อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำแผนการการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ Biodiversity Action Plan: BAP) โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
(GRI 304)
เป้าหมายระยะยาว
ประเมินผลกระทบคงเหลือจากการปฏิบัติงานของทุกโรงไฟฟ้าในปี 2569
100%
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (No net loss: NNL) และบริการจากระบบนิเวศสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2583
No Net Loss
เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงานปี 2567
เก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินพื้นที่และชนิดพันธุ์คุ้มครอง ตาม IUCN ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
100%
100%
จัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD)
100%
100%
ปลาสามารถอพยพผ่านไปด้านเหนือน้ำได้อย่างปลอดภัยไม่น้อยกว่าปี 2567
≥ 132
สายพันธุ์
143
สายพันธุ์

โครงการที่โดดเด่นที่ได้ดำเนินการในปี 2568

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการจัดทำ กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan Framework: BAP Framework) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) ฉบับสมบูรณ์ในระยะถัดไป

การจัดทำ BAP Framework มีวัตถุประสงค์เพื่อวางโครงสร้างการบริหารจัดการผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการผลกระทบคงเหลือจากการดำเนินงานของโครงการ (Residual Impacts) และการกำหนดแนวทางตาม หลักการ Mitigation Hierarchy (หลีกเลี่ยง–ลดผลกระทบ–ฟื้นฟู–ชดเชย) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย มุ่งสู่การไม่มีการสูญเสียสุทธิของความหลากหลายทางชีวภาพ (Strive toward No Net Loss: NNL) ในระยะยาว

L : Locate – ระบุพื้นที่และบริบททางธรรมชาติ

  • เลือกใช้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอกเพื่อกำหนดกรอบและมาตรฐานการดำเนินงานตาม IFC Performance Standard 6 (PS6)
  • ระบุขอบเขตพื้นที่ศึกษาและประเมินความสำคัญของพื้นที่ตามเกณฑ์ Critical Habitat โดยใช้ข้อมูลเดิมและข้อมูลสำรวจของโครงการ

ผลลัพธ์: พื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระดับความอ่อนไหวของระบบนิเวศ

E : Evaluate – ประเมินสภาพและความเสี่ยง

  • ดำเนินการสำรวจชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และปัจจัยคุกคาม เพื่อจัดทำข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data)
  • วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบคงเหลือ (Residual Impacts) และระดับความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ผลลัพธ์: ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบ ความเสี่ยง และลำดับความสำคัญในการจัดการ

A : Assess – ประเมินการตอบสนองและโอกาสในการจัดการ

  • พัฒนากรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกำหนดประเด็นความเสี่ยง แนวทางการป้องกัน ลด และฟื้นฟู
  • ออกแบบมาตรการและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงและบริบทพื้นที่

ผลลัพธ์: แนวทางจัดการผลกระทบและโอกาสในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

P : Prepare – จัดทำแผนและกลไกการดำเนินงาน

  • จัดโครงสร้างบทบาท หน้าที่ และกลไกความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามหลักการมีส่วนร่วมของ IFC PS6
  • จัดทำ BAP Framework โดยระบุมาตรการ กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัด เพื่อการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์: กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถนำไปใช้เป็นฐานสำหรับพัฒนาแผน BAP ฉบับสมบูรณ์ในลำดับถัดไป

ผลการประเมินข้อมูล:

ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินความก้าวหน้าในการจัดทำกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP Framework) ในสองส่วนสำคัญ ได้แก่ การสรุปผลการประเมินพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง (Critical Habitat Assessment: CHA) และการจัดทำกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับกำหนดมาตรการป้องกัน ฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพในลำดับต่อไป

  1. จัดทำรายงานการประเมินพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง (Critical Habitat Assessment: CHA) แล้วเสร็จ โครงการได้ทบทวนข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจากฐานข้อมูลสากลและข้อมูลสำรวจที่มีอยู่เดิม เพื่อตรวจสอบความสำคัญของพื้นที่ตามเกณฑ์ Critical Habitat ของ IFC PS6 โดยผลการวิเคราะห์ได้ระบุกลุ่มชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และพื้นที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการเชิงอนุรักษ์ในการพัฒนาแผน BAP ฉบับสมบูรณ์ในระยะถัดไป
  2. จัดทำกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP Framework) ครอบคลุมขอบเขตพื้นที่ศึกษา ประเด็นความเสี่ยง และแนวทางตามหลัก Mitigation Hierarchy
  3. นำข้อมูล CHA และ BAP Framework มาประมวลเพื่อกำหนดทิศทางมาตรการด้านความหลากหลายทางชีวภาพเบื้องต้น ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศน้ำ เพื่อใช้พัฒนาแผน BAP ฉบับสมบูรณ์ในลำดับถัดไป

บริษัทดำเนินการติดตามประสิทธิภาพของ ระบบทางปลาผ่านแบบผสม (Hybrid Fish Passing System) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่

  • Passive Integrated Transponder (PIT Tag System) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการอพยพของปลา
  • Hydroacoustic Cameras (ARIS) เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของปลาแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2562 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในปี 2568:

  • ตรวจพบชนิดพันธุ์ปลาที่สามารถอพยพผ่านระบบทางปลาผ่านไปยังด้านเหนือน้ำได้อย่างปลอดภัย จำนวน 96 สายพันธุ์
  • จากข้อมูลสะสมตั้งแต่เริ่มใช้งานระบบ พบชนิดพันธุ์ปลาสะสมรวม 143 สายพันธุ์ ที่สามารถอพยพผ่านระบบได้
  • การบริหารจัดการระบบทางปลาผ่านสามารถรักษาสมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าและการอพยพของปลา โดยไม่พบผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกระบวนการอพยพตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการสำรวจ สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red List) และบัญชีอนุรักษ์ระดับชาติในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2 โดยในปี 2568 บริษัทมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน (GRI304-4)

จำนวนสายพันธุ์ปลาที่ถูกบรรจุ
ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็นและบัญชี
อนุรักษ์ระดับชาติทั้งหมดในพื้นที่
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
น้ำงึม 2
โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
(อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์การสำรวจ)
โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย
พื้นที่ Operation แต่ละโรงไฟฟ้า 110 เฮกตาร์ 115,790 เฮกตาร์ 5.86 เฮกตาร์ 29.6 เฮกตาร์
จำนวนสายพันธุ์ที่เสี่ยงอันตราย 1 สายพันธุ์ 1 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 26 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่ตกอยู่ในอันตราย 1 สายพันธุ์ 1 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 31 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์เปราะบาง 9 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 46 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ใกล้ถูกคุกคาม 5 สายพันธุ์ 2 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่มีความกังวลน้อยที่สุด 117 สายพันธุ์ 28 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่ไม่ถูกประเมิน 10 สายพันธุ์ 1 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 2 สายพันธุ์

วัตถุประสงค์

  • เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก เกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองในพื้นที่ชุมชนและบริเวณโดยรอบ
  • เพื่อสร้างความตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าคุ้มครอง ลดการกระทำที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
  • เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้า หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ ในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กลุ่มเป้าหมาย

ประชาชนในชุมชนบริเวณเหนือน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี จำนวน 4 ชุมชน ได้แก่ บ้านปากเซือง บ้านถิ่นแก้ว บ้านวังสา และบ้านห้วยเครือ

แนวทางและกิจกรรมดำเนินงาน

  • จัดทำสื่อให้ความรู้ในรูปแบบอินโฟกราฟิก เกี่ยวกับป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองในพื้นที่โดยรอบชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและเข้าใจได้อย่างชัดเจน
  • ลงพื้นที่ให้ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนในทั้ง 4 ชุมชน พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสร้างการสื่อสารสองทางระหว่างโรงไฟฟ้าและชุมชน

ผลลัพธ์

  • ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 4 ชุมชนมีความรู้และความเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าคุ้มครอง
  • เกิดทัศนคติเชิงบวกและความตระหนักถึงบทบาทของตนเอง ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ตลอดจนสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนได้อย่างยั่งยืน
  • ชุมชนให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางร่วมกันในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติบริเวณรอบโรงไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

บ้านปากเซือง แขวงหลวงพระบาง

บ้านถิ่นแก้ว แขวงหลวงพระบาง

รายงานความยั่งยืน ปี 2568