ผลกระทบต่อธุรกิจ

บริษัทตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดระหว่างประเทศ เช่น IFC Performance Standards และ Equator Principles ที่อาจนำไปสู่บทลงโทษหรือยกเลิกโครงการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องและความมั่นคงของธุรกิจ
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ บริษัทจึงมุ่งเน้นการศึกษาและวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายและมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและลดผลกระทบ พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับ ความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบและผู้มีส่วนได้เสียในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการปกป้องระบบนิเวศ การดำเนินงานในแนวทางดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนเป้าหมายด้านความความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
ความท้าทายและโอกาส

ความหลากหลายทางชีวภาพมีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากบริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตอบสนองต่อความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนและสังคมเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศรอบพื้นที่ดำเนินงาน

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการบริหารจัดการข้อมูลและการตรวจสอบยังสร้างความจำเป็นในการพัฒนา การรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้โปร่งใสและเป็นมาตรฐาน เพื่อตอบสนองความท้าทายเหล่านี้ บริษัทได้กำหนดกรอบการดำเนินงานที่เน้นการป้องกันและลดผลกระทบ พร้อมอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 15 (SDG 15) ในการปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติภายใต้กรอบ Taskforce on Nature-related Financial Disclosure (TNFD) ภายในปี 2567 เพื่อยกระดับการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance) พร้อมทั้งเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดที่มุ่งเน้นความยั่งยืน

ความมุ่งมั่น

บริษัทมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมาย “การไม่มีการสูญเสียสุทธิจากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ (Strive toward No Net Loss (NNL) of Biodiversity and Ecosystem Services)” ภายในปี 2583 เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ บริษัทได้จัดทำ แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยผนวกเป้าหมายดังกล่าวไว้ในกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กร พร้อมมุ่งเน้นการปกป้องและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทดำเนินการผ่านโครงการสำคัญได้แก่

  • โครงการตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Monitoring Program) : ตรวจสอบและติดตามผลกระทบในพื้นที่ดำเนินการ
  • การจัดทำกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพและแผนปฏิบัติการ (Biodiversity Strategy and Road Map) : วางแนวทางการป้องกันและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การรายงานตามกรอบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) : เพื่อเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส่

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งจากการดำเนินงานของบริษัทและจากคู่ค้าธุรกิจ เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการจัดการผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้เหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ

นโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
กลยุทธ์และแผนกลยุทธ์

การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ และได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตาม นโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บริษัทเน้นการคิดค้นนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและลดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศ

การส่งเสริมความตระหนักรู้

บริษัทได้ดำเนินการ สื่อสารและสร้างความเข้าใจในความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศให้แก่ พนักงานทุกระดับ รวมถึง ผู้มีส่วนได้เสียกับบริษัทตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ บริษัทมุ่งเน้นการ ดำเนินโครงการเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ชุมชน และ สังคม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าภายใต้ กรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบ โครงการไปจนถึงการ บริหารจัดการ ในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ โดยประกอบด้วยแนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ดังนี้:

แนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy)
หลีกเลี่ยงผลกระทบ
(Avoid)
บรรเทาผลกระทบ
(Minimize)
ฟื้นฟูและชดเชยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ
(Restore and Offset)
  • แนวทางลำดับขั้นของผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ดำเนินการอย่างรอบคอบควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการในทุกพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทุกระดับ
  • หลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoid) หลีกเลี่ยงกิจกรรมในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบหรือผลเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • บรรเทาผลกระทบ (Minimize) กำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด หรือจำกัดอันตรายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเท่าที่เป็นไปได้
  • ฟื้นฟูและชดเชยแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ (Restore and Offset) ดำเนินการฟื้นฟูและชดเชยการบริการทางระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวม
แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทได้พัฒนา แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะที่ 1 ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลา 5 ปี (ปี 2566-2570) เพื่อ ผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่มีการสูญเสียจากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศสุทธิเป็นศูนย์ (No Net Loss) ภายในปี 2583 โดยแผนนี้มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนในแต่ละปี เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนในระดับองค์กรและระดับสากล

ระยะที่ 1 (2566–2570): แผนการดำเนินงานที่สำคัญ

ปี 2565

  • เริ่มต้นการพัฒนา แผนกลยุทธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Roadmap)
  • จัดทำแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จัดทำนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ปี 2566

  • โครงการ ติดตาม ตรวจติดตามด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Monitoring Program) เพื่อตรวจสอบและติดตามผลกระทบในพื้นที่ดำเนินการ
  • จัดทำ แผนการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะที่ 1 (ปี 2566–2570)

ปี 2567

  • เริ่มดำเนินการ Critical Habitat Assessment (CHA) และจัดทำ กรอบแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญของ CKPower (โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี)
  • จัดทำรายงาน Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติอย่างโปร่งใส
  • พัฒนากรอบแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

ปี 2568

  • ขยายการพัฒนา แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (BAP) สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญทั้งหมดของบริษัท
  • ดำเนินการเสร็จสิ้น แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

ปี 2569

  • ดำเนินการเสร็จสิ้น แผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความสำคัญทั้งหมดของ CKPower

ระยะที่ 2 (2026–2040): การติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

  • ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) อย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ปฏิบัติการ
  • ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามความเหมาะสม

ตรวจสอบ (Monitoring)

  • ตรวจสอบติดตามสถานการณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางน้ำซึ่งเป็นไปตาม Environmental and Social Management and Monitoring Plan during Operation Phase (ESMMP-OP) ภายใต้มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
    • สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมกิจกรรมการการก่อสร้างและดำเนินงานของโรงไฟฟ้า โดยมีการจัดการในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดำเนินการ โดยมีจุดมุ่งหมายในการคงความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำให้มีความใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุดโดยเฉพาะคุณภาพตะกอน คุณภาพน้ำ ชนิดพันธุ์ปลา และไข่ปลา ทุกโรงไฟฟ้าได้ตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด โดยเฉพาะ
    • โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีมีการติดตามปัจจัยทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขง เช่น ปริมาณตะกอน คุณภาพน้ำ ชนิดพันธุ์ปลา และไข่ปลาที่พบเจอในบริเวณพื้นที่ติดตามตรวจสอบ โดยพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมแม่น้ำโขงบริเวณเหนือน้ำ และท้ายน้ำที่ผ่านโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการรักษาระบบนิเวศของพื้นที่เหนือน้ำ และท้ายน้ำให้คงสภาพตามธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ระบบนิเวศมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง  และท้ายน้ำที่ผ่านโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการรักษาระบบนิเวศของพื้นที่เหนือน้ำ และท้ายน้ำให้คงสภาพตามธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ระบบนิเวศมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าอีกด้วย
  • การป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation)
    • ทุกโรงไฟฟ้าในช่วงดำเนินการผลิตไม่มีกิจกรรมการตัดไม้ทำลายป่า และทุกโรงไฟฟ้าไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่มรดกโลก
  • การห้ามล่าสัตว์
    • ทุกโรงไฟฟ้าในช่วงดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการผลิตกำหนดมาตรการการห้ามล่าสัตว์ป่าและจับสัตว์น้ำในพื้นที่โรงไฟฟ้าและพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่คุ้มครอง ที่ใกล้เคียงกับพื้นที่โรงไฟฟ้า
  • การป้องกันการปนเปื้อน
    • ทุกโรงไฟฟ้ามีการตรวจสอบระบบการจัดการและควบคุมการปนเปื้อนจากของเสียจากการดำเนินงานสู่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ขยะทุกประเภท น้ำทิ้ง และการระบายสารมลพิษทางอากาศ) โดยระบบการจัดการควบคุมการปนเปื้อนดังกล่าวและระบบทางปลาผ่านที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สามารถรักษากระบวนการทางธรรมชาติของระบบนิเวศวิทยาทั้งทางบกและน้ำในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้คงสภาพไว้ดังเดิม

ศึกษา

  • ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในเชิงพื้นที่ และชนิดพันธุ์ โดยประเมินพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ และชนิดพันธุ์คุ้มครองโดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (The International Union for Conservation of Nature: IUCN) ภายในปี 2567
  • โดยในปัจจุบันโรงไฟฟ้ารวมถึงสำนักงานทุกแห่งที่ควบคุมการดำเนินงานโดยบริษัทไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่มรดกโลก และพื้นที่คุ้มครองโดย IUCN ประเภทที่ 1-4

ประเมิน

ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่คงเหลือจากการดำเนินการในทุกหน่วยธุรกิจภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท เพื่อวางแผนการชดเชยการให้บริการทางระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียในภาพรวม แม้ว่าบริษัทจะมีพื้นที่บางแห่งที่ดำเนินงานใหญ่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระดับต่ำ

จัดทำ

  • การจัดทำแผนการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพดำเนินการตามมาตราฐาน IFC Guidance PS 6 (Biodiversity Conservation and Sustainable Natural Resource Management) โดยระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ประเมินภัยคุกความจากกิจกรรมของโรงไฟฟ้าต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรรมชาติของถิ่นที่อยู่อาศัยและภัยจากสัตว์ต่างถิ่น
  • จัดทำแผนการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan) โดยครอบคลุมพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Critical Biodiversity Area)
  • จัดทำแผนการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management Plan) โดยครอบคลุมพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Critical Biodiversity Area)

เสริมสร้าง

เสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า เพื่อสริมสร้างความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและดำเนินงานอย่างยั่งยืน

ระบบทางปลาผ่านแบบผสม ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (Hybrid Fish Passing and Fish Locks System in Xayaburi Hydroelectric Power Plant)

บริษัทได้ใช้ระบบทางปลาผ่านแบบผสมหรือ “Hybrid Fish Passing and Fish Lock System” เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ขนาด 1,285 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงระหว่างแขวงไซยะบุรีและหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินงาน 564,000 เฮกตาร์โดยบริษัทได้มีการศึกษาความเหมาะสมตามชนิดพันธุ์ปลาตั้งแต่กระบวนการออกแบบก่อสร้าง รวมทั้งการประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ ตาม IUCN Red List ก่อนที่บริษัทจะเริ่มนำระบบทางปลาผ่านแบบผสมมาใช้

ระบบทางปลาผ่านแบบผสมของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเป็นระบบผสม โดยมีทางปลาผ่าน (Vertical-slot Fishway) เชื่อมต่อกับ ช่องยกปลา (Fish Locks) ที่มีขนาดใหญ่ โดยมีความกว้างของทางปลาผ่าน 18 เมตร และลึกมากที่สุด 16 เมตร ซึ่งระบบการทำงานและระบบการติดตามของทางปลาผ่านแบบผสมได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดปลา และสอดคล้องกับพฤติกรรมปลาในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ โดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนกระแสน้ำไปยังบริเวณเหนือน้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาขยายพันธุ์และวางไข่ เพื่อเป็นการคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ปลาและรักษาวงจรชีวิตสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง ช่วยให้โรงไฟฟ้าหลังงานน้ำ ไซยะบุรีสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนให้แก่ธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขงได้

วิดีโอการเดินทางของปลา
เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2567 และผลการดำเนินงานปี 2567
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
(GRI 304)
เป้าหมายระยะยาว
พัฒนาแผนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินการปี 2567
กรอบการจัดทำแผนการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ(BAP Framework) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
100%
100%
การประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประเมินแหล่งที่อยู่อาศัยและชนิดพันธุ์ที่สำคัญ (CHA)
100%
100%
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
(GRI 304)
เป้าหมายระยะยาว
ประเมินผลกระทบคงเหลือจากการปฏิบัติงานของทุกโรงไฟฟ้าในปี 2569
100%
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศสุทธิเป็นศูนย์ (No net loss: NNL) ในปี 2583
No Net Loss
เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงานปี 2567
เก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินพื้นที่และชนิดพันธุ์คุ้มครองตาม IUCN ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี
100%
100%
รายงานมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD)
100%
100%
ปลาสามารถอพยพผ่านไปด้านเหนือน้ำได้อย่างปลอดภัยไม่น้อยกว่าปี 2566
>125
สายพันธุ์
>132
สายพันธุ์

โครงการที่โดดเด่นที่ได้ดำเนินการในปี 2567

ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรในปี 2567 บริษัทได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ(TNFD) เพื่อเป็นการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการขององค์กรและบริษัทในเครือต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัท ดำเนินการร่วมกับที่ปรึกษา AFRY Thailand Ltd. ในการจัดทำรายงาน TNFD ขึ้นมา ในขั้นตอนการจัดทำรายงานได้อ้างอิงและดำเนินการตามแนวทางสากลว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ 2 ฉบับคือ

  1. Recommendations of the Taskforce on Nature-related Financial Disclosures Guidance (September 2023) สำหรับการจัดทำรายงานในภาพรวม
  2. Additional sector guidance Electric utilities and power generators สำหรับการดำเนินการรายกลุ่มอุตสาหกรรม

ขั้นตอนการดำเนินการ:

บริษัทได้รวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ด้านของ TNFD Guidance ได้แก่

  1. Governance: การกำกับดูแล
  2. Strategy: กลยุทธ์
  3. Risk and Impact Management: การบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบ
  4. Metrics and Targets: ตัวชี้วัดและเป้าหมาย

ผลการประเมินข้อมูล:

บริษัทมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน โดยครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น

  • การใช้น้ำจืดในโรงไฟฟ้า
  • การป้องกันการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
  • การลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพผ่านกระบวนการผลิต เช่น การจัดการน้ำในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ปฏิบัติการ

พื้นที่โรงไฟฟ้าที่สำคัญของบริษัทที่ถูกนำมาพิจารณารายงานการเปิดเผยข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประกอบไปด้วย

  1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (Xayaburi Hydroelectric Power)

    โรงไฟฟ้าพลังน้ำชนิดน้ำไหลผ่าน (Run of River) ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำโขง รวมทั้งมีผลกระทบที่เกี่ยวชายฝั่ง สัตว์ป่าและชุมชนโดยรอบ บริษัทได้จัดทำการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น สภาพอากาศที่รุนแรงจนอาจเกิดความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าซึ่งก็ได้มีการจัดการความเสี่ยงโดยการออกแบบโครงสร้างที่แข็งแรงและมีแผนรับมือฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุ

  2. โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (Nam Ngum 2 Hydroelectric Power)

    โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 เป็นโรงไฟฟ้าแบบกักเก็บน้ำ (storage) จึงมีความจำเป็นต้องกักน้ำจากแม่น้ำงึมไว้ในอ่างเก็บน้ำซึ่งมีผลทำให้พื้นที่อยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำมีสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ดังนั้นจึงได้มีการจัดทำแผนการในการลดการสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพตามแผน Biodiversity Action Plan (BAP)เพื่อศึกษาและประเมินผลกระทบรวมถึงมาตรการในการจัดการทางความหลากหลายทางชีวภาพขึ้นและมีแผนจะแล้วเสร็จในปี 2568

นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าโคเจนเนเรชั่นที่ก็ถูกประเมินและพิจารณาอย่างรอบด้านด้วยเช่นกัน แต่เน้นการประเมิน และเฝ้าระวังเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่แวดล้อม การปล่อยมลพิษ การปล่อยของเสียตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และการหลีกเลี่ยงการล่าสัตว์หรือการตัดไม้ ในพื้นที่โครงการและพื้นที่ Keys biodiversity Area โดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัท มีความมุ่งมั่นที่จะนำหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาปรับใช้กับการดำเนินกิจการของทุกโครงการที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

การประเมินความเสี่ยงและผลการตรวจสอบพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความสำคัญ (KBA)

โดยจากผลการศึกษาและเก็บข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับรายงาน TNFD ในปี 2567 ได้มีการประเมินพื้นที่ความเสี่ยง Keys Biodiversity Area (KBA) ของทุกโรงไฟฟ้า โดยพื้นที่ Keys Biodiversity Area (KBA)ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สำหรับนกอพยพมาอาศัยอยู่ช่วงคราว จากจีนและรัสเซีย พื้นที่อนุรักษ์ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติต่างๆ ในปี 2567 บริษัทได้ประเมินพื้นที่ Keys Biodiversity Area (KBA) ในบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าต่าง ๆ พบว่า

  • โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 : อยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติภูเขาควาย (หมวด VI ของ IUCN – พื้นที่คุ้มครองที่อนุญาตให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน) ที่ตั้ง แขวงไชยสมบูรณ์ เวียงจันทน์ และ บอลิคำไซ ประเทศลาว โดยมีระยะห่างจากพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าว
  • โรงไฟฟ้าแห่งอยู่ๆ ในพื้นที่ที่อาจจะพบการอพยพของนกต่างถิ่นที่เป็นสัตว์อนุรักษ์ ซึ่งแต่ละโรงไฟฟ้ามีการกำหนดมาตรการห้ามล่าสัตว์ไว้แล้ว

บริษัทมุ่งมั่นดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพและเป้าหมายความยั่งยืน ทั้งในระดับองค์กรและระดับสากล ผ่านการจัดทำรายงาน TNFD ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงการในอนาคตให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยที่สุด

รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมแสดงใน รายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD)

ผลการศึกษาการประเมินพื้นที่ความเสี่ยง Keys biodiversity Area แต่ละโรงไฟฟ้า

ในกระบวนการติดตามประสิทธิภาพของระบบทางปลาผ่านแบบผสม (Fish Passing) บริษัทประยุกต์ นวัตกรรม Passive Integrated Transponder (PIT Tag System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการฝังไมโครชิพในตัวปลาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการอพยบของปลา รวมถึงการใช้ กล้องตรวจวัดด้วยคลื่นเสียงใต้น้ำ (Hydroacoustic Cameras, ARIS) เพื่อติดตามเคลื่อนไหวของปลาบริเวณโรงไฟฟ้า ตลอด 24 ชั่วโมง ทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้งานตั้งแต่เริ่มดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในปี 2562 และดำเนินงานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ผลการดำเนินงานในปี 2567:

  • พบว่ามีปลาจำนวน 132 สายพันธุ์ สามารถอพยพผ่านระบบทางปลาผ่านไปยังด้านเหนือน้ำได้อย่างปลอดภัย
  • การจัดการทางปลาผ่านสามารถรักษาสมดุลระหว่างการผลิตไฟฟ้าตามเป้าหมาย และไม่มีผลกระทบต่อการอพยพของปลา

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการสำรวจ สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (IUCN Red List) และบัญชีอนุรักษ์ระดับชาติในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2 โดยในปี 2567 บริษัทมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างแนวทางการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน

การดำเนินงานเพิ่มเติม:

บริษัทจะดำเนินการประเมินพื้นที่ Keys Biodiversity Area (KBA) และเก็บข้อมูลในพื้นที่โรงไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

จำนวนสายพันธุ์ปลาที่ถูกบรรจุ
ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็นและบัญชี
อนุรักษ์ระดับชาติทั้งหมดในพื้นที่
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
ไซยะบุรี
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
น้ำงึม 2
โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น
(ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจ)
โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
บางเขนชัย
พื้นที่ Operation แต่ละโรงไฟฟ้า 110 เฮกตาร์ 115,790 เฮกตาร์ 5.86 เฮกตาร์ 29.6 เฮกตาร์
จำนวนสายพันธุ์ที่เสี่ยงอันตราย 1 สายพันธุ์ 1 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 26 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่ตกอยู่ในอันตราย 1 สายพันธุ์ 1 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 31 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์เปราะบาง 11 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 46 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ใกล้ถูกคุกคาม 5 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่มีความกังวลน้อยที่สุด 100 สายพันธุ์ 20 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์
จำนวนสายพันธุ์ที่ไม่ถูกประเมิน 14 สายพันธุ์ 2 สายพันธุ์ 0 สายพันธุ์ 2 สายพันธุ์