ผลกระทบต่อธุรกิจ

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมีผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจากธุรกิจต้องพึ่งพาอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับการซ่อมบำรุง รวมถึงเทคโนโลยีด้านพลังงานที่จัดหาผ่านซัพพลายเออร์ในหลายประเทศ ดังนั้น บริษัทจึงต้องดำเนินมาตรการปรับปรุงกระบวนการคัดกรองคู่ค้าและผู้รับเหมาเพื่อลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและจัดการความสัมพันธ์ข้ามประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้บริษัทยังมีการจัดการในเรื่องของความยั่งยืนครอบคลุมคู่ค้าและผู้รับเหมา ทั้งการประเมินความเสี่ยงด้านที่เกี่ยวกับ ESG และจัดอบรมด้านสิทธิมนุษยชนให้คู่ค้าสำคัญเพื่อสนับสนุนความยั่งยืนและการลงทุนในระยะยาวตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ความท้าทายและโอกาส

ในยุคที่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดขึ้น บริษัทมุ่งพัฒนาแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตั้งแต่

  • กำหนดนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง คัดเลือกและประเมินคู่ค้าตามหลัก ESG
  • คัดเลือกและประเมินคู่ค้า ตามหลักความยั่งยืน
  • ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ

การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถ ลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน สนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขับเคลื่อน CKPower ให้เป็น ผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ความมุ่งมั่น

CKPower มุ่งมั่นบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนเพื่อลดความเสี่ยงในทุกมิติ สร้างความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้

  • การคัดเลือกและประเมินคู่ค้าตาม ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน
  • กำหนดจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐานสากล และหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น จริยธรรมทางธุรกิจ แรงงาน สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความรับผิดชอบต่อสังคม

อีกทั้ง ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การประเมินความเสี่ยง และการติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามมาฐานด้านแรงงาน ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และการจัดการสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายสูงสุดของ CKPower คือ การสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งต่อธุรกิจ คู่ค้า และสังคมโดยรวม

แนวทางการบริหารจัดการ

1) นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและจรรยาบรรณคู่ค้า

บริษัทกำหนดการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความโปร่งใส ผ่านนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและจรรยาบรรณคู่ค้า ที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

นโยบายจัดซื้อจัดจ้าง

บริษัทได้จัดทำนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดให้คู่ค้าปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานสากล ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การปฏิบัติด้านแรงงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้คู่ค้าปรับตัวให้ทันกับการเติบโตทางธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

จรรยาบรรณคู่ค้า

บริษัทได้จัดทำจรรยาบรรณคู่ค้า เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าทางธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืนภายใต้หลักสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยเป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายข้อกำหนด ระเบียบ และมาตรฐานสากล ครอบคลุม จริยธรรมทางธุรกิจ การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปฏิบัติงาน และความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม

บริษัทกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคู่ค้าที่มีศักยภาพ การประเมินความเสี่ยง และการติดตามผลการดำเนินงานของคู่ค้า พร้อมสนับสนุนให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามมาตรฐานด้านแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จรรยาบรรณคู่ค้า
จริยธรรมทางธุรกิจ
การปฏิบัติด้านแรงงาน
และสิทธิมนุษยชน
  • การกำกับดูแลกิจการ
  • การปฏิบัติที่เสมอภาคและเป็นธรรม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • การเปิดเผยข้อมูลและการรักษาความลับ
  • การส่งมอบและคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย
  • การไม่เลือกปฏิบัติ
  • การคุ้มครองแรงงาน
  • การไม่บังคับใช้แรงงาน
  • การจ่ายค่าจ้างผลประโยชน์และระยะเวลาการทำงาน
ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย
การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
ในพื้นที่ปฏิบัติงาน
  • ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
  • การเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • การดำเนินด้านสิ่งแวดล้อมต้องตามกฎหมาย และข้อบังคับต่างๆ ของภาครัฐ
  • การมีมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การส่งเสริมให้พนักงานใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม
  • การดำเนินธุรกิจโดยใส่ใจถึงผลกระทบต่อชุมชนและสังคม
  • การเคารพในวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น
  • การร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการพัฒนาชุมชนและสังคม
2) กลยุทธ์และแผนกลยุทธ์

บริษัทมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้าที่มีศักยภาพ การประเมินความเสี่ยงและผลการดำเนินงาน ตลอดจนส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามมาตรฐายด้านแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

บริษัทดำเนินการประเมินด้านความยั่งยืนของคู่ค้า ผ่านกระบวนการจัดเตรียมข้อมูล แบบสอบถาม ตลอดจนกำหนดแนวทางและวิธีการดำเนินงานตรวจประเมิน รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 9001:2015 , ISO 14001:2015 , ISO 45001:2018 โดยเริ่มดำเนินการตรวจประเมินคู่ค้าในด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2562 พร้อมกำหนดเป้าหมายเพิ่มเติม ในการลงพื้นที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของคู่ค้าให้เป็นไปตามจรรยาบรรณคู่ค้าที่กำหนด ทั้งนี้บริษัทมุ่งปรับปรุงกระบวนการประเมินคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กร และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานระยะยาว

แผนพัฒนาความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน
1
2565
ดำเนินการ
ด้านสิทธิมนุษยชน
2
2566
สร้างความตระหนัก
ถึงความสำคัญ
3
2567
ให้ความสำคัญเรื่อง
สิ่งแวดล้อม สังคม
และธรรมาภิบาล
(ESG)
5
2568
สร้างการมีส่วนร่วม
การพัฒนาด้าน
สิ่งแวดล้อม สังคม
และธรรมาภิบาล
(ESG)
6
2569
สร้างความเป็นเลิศด้าน
สิ่งแวดล้อม สังคม
และธรรมาภิบาล
(ESG)

การอบรมพัฒนาศักยภาพของพนักงานและคู่ค้า

บริษัทจัดให้มีการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานและคู่ค้า  เป็นประจำทุกปี ประกอบด้วยหลักสูตรประจำปี และ หลักสูตรเสริมศักยภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสื่อสาร นโยบาย แนวปฏิบัติ รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานสามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ถูกต้อง และสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กร รวมถึง เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าธุรกิจของบริษัทดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้หลัก สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ตามกลยุทธ์ของบริษัท

ในปี 2567 บริษัทได้จัด การอบรมและกิจกรรมสำหรับคู่ค้าธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน หลักสูตรเหล่านี้ช่วยให้พนักงานและคู่ค้ามีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และสามารถนำแนวทางปฏิบัติไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับมาตรฐานด้าน ESG ขององค์กรให้สอดคล้องกับแนวโน้มสากล มีหลักสูตรอบรม ได้แก่

หลักสูตรประจำปี เนื้อหา
Sustainable Supply Chain Management ภาพรวมและแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าและพันธมิตรอื่น ๆ ตลอดจนแนวทางการตอบแบบประเมินความยั่งยืนในระดับประเทศและสากล
ISO 20400:2017 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจหลักพื้นฐานของการจัดหาอย่างยั่งยืน (Understanding the fundamentals) ตามมาตรฐาน ISO 20400:2017 ซึ่งครอบคลุมแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ เช่น การจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนในกิจกรรมจัดซื้อ การจัดการกับผลกระทบที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในด้านลบผ่านการสอบทานทางธุรกิจ (Due diligence) การกำหนดลำดับความสำคัญของประเด็นความยั่งยืน (Sustainability issues) และการใช้ศักยภาพขององค์กรในการส่งเสริมพฤติกรรมที่ยั่งยืนของคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสียและการหลีกเลี่ยงการร่วมกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อความยั่งยืน
การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis) หลักสูตรพื้นฐานสำหรับหน่วยงานที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการดำเนินการของธุรกิจให้ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Sustainable Supply Chain Management) โดยเน้นการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis) ตั้งแต่การรู้จักห่วงโซ่คุณค่าและผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร ขั้นตอนการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่ากับความยั่งยืน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล Value Chain ในแบบ 56-1 One Report ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
หลักสูตรเสริมศักยภาพ เนื้อหาโดยสังเขป
สื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และสื่อสารความสำคัญของสิทธิมนุษยชน กับการใช้แรงงานทาสยุคใหม่ นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท ความหมายของสิทธิมนุษยชน รู้จักกับการใช้แรงงานยุคใหม่ ความเสี่ยงของการใช้แรงงานทาสยุคใหม่ต่อบุคคลและธุรกิจ
การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า

บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า และผลกระทบที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยใช้เกณฑ์การประเมิน ทั้ง ระดับโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง (Likelihood) ระดับความรุนแรงของผลกระทบ (Impact) ในมิติต่างๆ ของความได้แก่ มิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญเช่น จริยธรรมทางธุรกิจ การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การจัดการสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ทั้งนี้ บริษัทกำหนดระดับความเสี่ยงของคู่ค้าออกเป็น 4 ระดับ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการและพัฒนาคู่ค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืน

ระดับความเสี่ยงของคู่ค้า
สูงมาก (Extreme)
ระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้จำเป็นต้องเร่งจัดการความเสี่ยงเพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ทันที
สูง (High)
ระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยต้องมีการจัดการความเสี่ยงเพื่อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ต่อไป
ปานกลาง (Medium)
ระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ โดยต้องมีการควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเคลื่อนย้ายไปยังระดับที่ยอมรับไม่ได้
ต่ำ (Low)
ระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ โดยไม่ต้องมีการควบคุมความเสี่ยงไม่ต้องมีการจัดการเพิ่มเติม

ในปี 2567 บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงคู่ค้าทั้งหมด 497 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้าทั้งหมด โดยผลการประเมิน พบว่า ส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หากพบว่าคู่ค้ารายใดมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก บริษัทจะดำเนินมาตรการการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถลดระดับความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ประเด็นที่มีความเสี่ยง
ประเด็นที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก มาตรการจัดการความเสี่ยง
  • การใช้แรงงานเด็ก/ต่างด้าวผิดกฎหมาย
  • การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือบังคับแรงงาน
  • กำหนดหลักเกณฑ์ประเมินคุณสมบัติคู่ค้า
  • เยี่ยมชมกิจการ
  • แจ้งรายชื่อ / ประวัติ / สำเนาบัตรประชาชนคนงานที่เข้าทำงาน
  • ใบขึ้นทะเบียนกรณีแรงงานต่างด้าว
  • ขึ้นบัญชีคู่ค้าต้องห้าม
ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของแรงงาน มาตรการจัดการความเสี่ยง
  • มีการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยก่อนการทำงาน
  • กำหนดให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับแรงงานในสัญญาจ้าง
  • มีการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยก่อนการทำงาน
  • กำหนดเงื่อนไขด้าน ESG ภาคของผู้รับเหมาช่วงในสัญญาของคู่ค้าหลัก
การบริหารผู้รับเหมาช่วงของคู่ค้า มาตรการจัดการความเสี่ยง
  • ตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยของบริษัท
การคัดกรองคู่ค้ารายใหม่

บริษัทกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ (New Approved Vendor) โดยครอบคลุมมิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าทุกรายดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนของบริษัท กระบวนการคัดกรองคู่ค้ารายใหม่ถูกออกแบบให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและมาตรฐานของคู่ค้าได้อย่างรอบด้าน รวมถึงการพิจารณาประเด็นสำคัญ เช่น จริยธรรมทางธุรกิจ การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน การจัดการสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้แน่ใจว่าคู่ค้าของบริษัทมีความโปร่งใสและสามารถสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน

การประเมินคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ กระบวนการคัดเลือกคู่ค้า
บริษัทมี กระบวนการประเมินคู่ค้ารายใหม่ (New Vendor Evaluation) ซึ่งครอบคลุมมิติด้านความยั่งยืน ได้แก่ บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นสำคัญเช่น การประกันสินค้าและบริการ ประสิทธิภาพในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม การเคารพสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน และมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและสื่อสารแนวปฏิบัติทางธุรกิจสำหรับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง กระบวนการคัดเลือกคู่ค้า บริษัทใช้หลักเกณฑ์ที่รอบด้านเพื่อให้ได้คู่ค้าที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยคู่ค้าทุกรายต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม คุณภาพสินค้า การบริการ ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ ประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ การรับประกันสินค้า มาตรฐานด้านความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นให้คู่ค้ามีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน

ในปี 2567 บริษัทมี คู่ค้ารายใหม่ทั้งหมด 51 ราย ซึ่งได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยครอบคลุม มิติด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าทุกรายมีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนของบริษัท กระบวนการประเมินนี้ช่วยให้สามารถคัดเลือกคู่ค้าที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสามารถสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัท

เกณฑ์การคัดกรองคู่ค้าใหม่
ด้านสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ รวมถึงมีการตรวจสอบติดตามให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
  • ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้สนับสนุนการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีการจัดการน้ำ มลพิษ และของเสียอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับกฎหมาย
  • ได้รับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม หรือปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในระดับสากล
ด้านสังคมและชุมชน
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล
  • ไม่ปฏิบัติ หรือไม่สนับสนุนให้มีการใช้แรงงานบังคับ และแรงงานเด็กซึ่งอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดทุกรูปแบบ
  • มีการตอบแทนพนักงานและสวัสดิการต่าง ๆ ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน
  • ปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเสมอภาค และเคารพความหลากหลาย
  • กำหนดนโยบายป้องกันการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และการคุกคามทางร่างกาย ทางเพศ และทางวาจา รวมถึงการข่มขู่ หรือการรังควาน
  • เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเจรจาต่อรองตามขั้นตอนของกฎหมาย
  • สภาพแวดล้อม และอุปกรณ์ในการทำงานปลอดภัย ถูกสุขอนามัย และมีระบบการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ได้การรับรองมาตรฐานในระดับสากล
ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
  • มีการรายงานผลประกอบการ หรือสถานะทางการเงินต่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้
  • มีการดำเนินงานภายใต้กฎ กติกา จริยธรรม และการแข่งขันอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม
  • มีการสนับสนุน และร่วมมือในการต่อต้านทุจริต ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสาธารณะ
  • มีการเคารพในทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความลับ หรือข้อมูลใดๆ จากการทำธุรกิจกับลูกค้า
  • มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และมีนวัตกรรมทางธุรกิจ
  • มีการรับรู้และปฏิบัติตามคู่มือ “คุณธรรมและข้อพึงปฏิบัติงานสำหรับคู่ค้า ของ CKPower"
เป้าหมายปี 2567 สัดส่วนของคู่ค้าใหม่ที่ได้รับการประเมินปี 2567 เป้าหมายปี 2567 สัดส่วนของคู่ค้าใหม่ที่ได้รับการประเมินปี 2567 เป้าหมายปี 2567 สัดส่วนของคู่ค้าใหม่ที่ได้รับการประเมินปี 2567
100%
100%
100%
100%
100%
100%

การวิเคราะห์คู่ค้าสำคัญ

บริษัทได้จำแนกคู่ค้าออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ คู่ค้าหลัก ( คู่ค้ารอง (Non-Critical Tier 1 Supplier) และคู่ค้าทางอ้อมรายสำคัญ (Critical Non-Tier 1 Supplier) ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ โดยการวิเคราะห์ประเภทของคู่ค้าช่วยให้บริษัทสามารถกำหนด กลยุทธ์ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ มาตรการการประเมินความเสี่ยง ที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มคู่ค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจประเมินและติดตามการดำเนินงานของคู่ค้า

บริษัทดำเนินการ ตรวจประเมินผลงานหรือประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทคู่ค้า ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัท เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพของคู่ค้าในทุกมิติ ได้แก่ บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กระบวนการตรวจประเมินคู่ค้า ประกอบด้วย 3 แนวทางหลักได้แก่

  1. การประเมินคู่ค้ารายปี (Yearly Performance Evaluation) เพื่อทบทวนและติดตามผลการดำเนินงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง
  2. การประเมินระหว่างปฏิบัติงาน เพื่อตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของคู่ค้าระหว่างการดำเนินโครงการ
  3. การตรวจประเมิน On Site Audit โดยผู้ตรวจประเมินจากภายนอก (External Audit) เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด

หากทางคู่ค้า มีผลการประเมินต่ำ หรือไม่ผ่านการประเมิน บริษัทจะดำเนินมาตรการระงับการจัดซื้อจัดจ้างชั่วคราวหรือถอนชื่อออกจากทะเบียนคู่ค้าของบริษัท โดยใช้แบบตรวจสอบผู้ขาย / ผู้ให้บริการ (On Site Audit Checklist) เป็นเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งนี้บริทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคู่ค้า จึงมีแนวทางให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาและยกระดับศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกัน

การจัดซื้อจัดจ้าง สีเขียว (Green Procurement)

บริษัท ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  และดำเนิน นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยส่งเสริมการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียน ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืน  เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว

โครงการนี้มุ่งเน้น การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงจากการใช้วัสดุที่เป็นอันตรายต่อพนักงาน และองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยผลักดัน ค่านิยมการบริโภคสินค้าสีเขียว ภายในองค์กรและสังคม พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายผ่านแนวทางการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

การจัดซื้อจัดจ้างท้องถิ่น (Local Supplier)

บริษัทให้ความสำคัญกับ การจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Supplier) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของชุมชน ผ่านการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น

นโยบายนี้ยังช่วยกระชับ ความสัมพันธ์เชิงบวกและเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างบริษัทกับชุมชน ส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดซื้อจัดจ้างท้องถิ่น
เป้าหมายปี 2567 สัดส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างท้องถิ่น*
บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (มหาชน) จำกัด
99.10%
บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด
20.15%
บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด
0.94%
บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด
8.94%
บริษัท บางเขนชัย จำกัด
0.19%

*ท้องถิ่น หมายถึง ในจังหวัดเดียวกับโรงไฟฟ้าของบริษัท หรือ หากอยู่ในสปป.ลาว หมายถึง ภายในสปป.ลาว

สินเชื่อการค้า (Trade Credit)

บริษัทให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการการชำระเงินแก่คู่ค้า เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้ามี สภาพคล่องทางการเงินที่เพียงพอ และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายของบริษัท กำหนดให้ ระยะเวลาชำระเงินแก่คู่ค้าไม่เกิน 30 วัน

ในปี 2567 ระยะเวลาการให้เครดิตเฉลี่ยที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 30 วัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดไว้ ช่วยให้คู่ค้าสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2567 และผลการดำเนินงานปี 2567

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2567 ผลการดำเนินงานปี 2567
100 % ของคู่ค้าได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านที่เกี่ยวกับ ESG 100 % คู่ค้าสำคัญได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านที่เกี่ยวกับ ESG 100 % คู่ค้าสำคัญได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านที่เกี่ยวกับ ESG
100 % คู่ค้าสำคัญและมีความเสี่ยงสูงได้รับการตรวจประเมินด้านความยั่งยืน (Teir 1) 100 % คู่ค้าสำคัญและมีความเสี่ยงสูงได้รับการตรวจประเมินด้านความยั่งยืน
ไม่มีกรณี การละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า 100 %คู่ค้ารายใหม่ลงนามรับทราบถึงจรรยาบรรณคู่ค้าของ บริษัท 100 % คู่ค้ารายใหม่ลงนามรับทราบถึงจรรยาบรรณคู่ค้าของ บริษัท
ไม่มีกรณี การละเมิดจรรยาบบรรณคู่ค้า 100% คู่ค้าได้รับการอบรมด้าน สิทธิมนุษยชน 100 % คู่ค้าได้รับการอบรมด้านสิทธิมนุษยชน  
100% คู่ค้ารับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัท 100% คู่ค้ารับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัท

โครงการที่โดดเด่นในปี 2567

ในปี 2567 บริษัทได้จัดอบรมด้านสิทธิมนุษยชนให้กับคู่ค้าหลัก และคู่ค้าทั่วไป จำนวนรวม 497 ราย ครอบคลุมทุกโรงไฟฟ้า โดยมี เป้าหมายในการสื่อสารนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คู่ค้าเข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสม

เป้าหมายโครงการ

  • สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน ให้กับคู่ค้าทุกระดับ
  • ลดและป้องกันความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในห่วงโซ่อุปทาน
  • ส่งเสริมมาตรฐานจรรยาบรรณคู่ค้า และแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม
  • เสริมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคม

แนวทางการดำเนินงาน

  • สำรวจและคัดเลือกคู่ค้าเป้าหมาย → คัดเลือกคู่ค้าทั้งหมด 497 รายที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท
  • จัดอบรมครอบคลุมทุกโรงไฟฟ้า → ดำเนินการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าถึงคู่ค้าได้อย่างทั่วถึง
  • เนื้อหาการอบรมประกอบด้วย
    • หลักสิทธิมนุษยชนสากล และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรฐานด้านแรงงาน และแนวทางป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงาน
    • แนวปฏิบัติด้านจรรยาบรรณคู่ค้า เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของ CKPower
เป้าหมายโครงการ ผลลัพธ์ของโครงการ
จำนวนคู่ค้าเข้าร่วมอบรม
497
ราย
476
ราย
การสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน คู่ค้าตระหนักและเข้าใจหลักสิทธิมนุษยชน คู่ค้าสามารถนำแนวปฏิบัติไปใช้ในธุรกิจของตนเอง
การลดความเสี่ยงด้านการละเมิดสิทธิแรงงาน คู่ค้าปฏิบัติตามจรรยาบรรณและกฎหมายแรงงาน ไม่มีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากคู่ค้า
การขยายผลสู่ห่วงโซ่อุปทาน กระตุ้นให้คู่ค้านำแนวทางไปปฏิบัติจริง คู่ค้าส่งเสริมมาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรมในองค์กรของตนเอง

การอบรมจรรยาบรรณและด้านสิทธิมนุษยชนให้กับคู่ค้า โรงไฟฟ้า ไซยะบุรี

การอบรมจรรยาบรรณและด้านสิทธิมนุษยชนให้กับคู่ค้า โรงไฟฟ้า พลังงน้ำ น้ำงึม2

การอบรมจรรยาบรรณและด้านสิทธิมนุษยชนให้กับคู่ค้า โรงไฟฟ้า บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น

การอบรมจรรยาบรรณและด้านสิทธิมนุษยชนให้กับคู่ค้า โรงไฟฟ้า บางเขนชัย

CKPower มุ่งมั่น เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับคู่ค้า ผ่าน โครงการอบรม สัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสื่อสารแนวทางการดำเนินธุรกิจ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่สำคัญขององค์กรให้คู่ค้ารับทราบและนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ช่วย เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทและคู่ค้า เพิ่มความเข้าใจร่วมกัน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัท

การอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและวิธีการกู้ชีพ (CPR) ให้กับคู่ค้า

ในปี 2567 โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น ได้จัด การอบรมให้ความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและวิธีการกู้ชีพ (CPR) ให้กับคู่ค้าประเภท คู่ค้าทั่วไป จำนวน 15 ราย โดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยทางการแพทย์

วัตถุประสงค์ของการอบรม

  • เพิ่มความเข้าใจและทักษะ การช่วยชีวิตเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน
  • ลดความรุนแรงและความสูญเสีย ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน
  • ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ในองค์กรของคู่ค้า
  • สร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

การอบรมนี้ช่วยให้คู่ค้าสามารถ นำความรู้ไปปรับใช้ในสถานที่ทำงาน รวมถึงถ่ายทอดให้พนักงานของตนเอง เพื่อให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น

การอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและวิธีการกู้ชีพให้กับคู่ค้า

CKPower ให้ความสำคัญกับ การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยในปี 2567 โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น ได้จัด กิจกรรมซ้อมดับเพลิงประจำปีและการฝึกซ้อมกรณีเกิดเหตุรั่วไหลของสารเคมีร่วมกับ คู่ค้าหลักจำนวน 22 ราย

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม

  • เสริมสร้างความพร้อม ในการรับมือกับอัคคีภัยและเหตุฉุกเฉินทางสารเคมี
  • ลดโอกาสและความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน
  • ป้องกันอันตรายและผลกระทบ ที่อาจส่งผลต่อพนักงานและคู่ค้า
  • เพิ่มทักษะและตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

การฝึกซ้อมในสถานการณ์จริง ช่วยให้คู่ค้าและพนักงานสามารถ ตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเสริมสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กร

กิจกรรมซ้อมดับเพลิงประจำปีและการฝึกซ้อมกรณีเกิดเหตุรั่วไหลของสารเคมี

โครงการยางรถยนต์เก่าสารพัดประโยชน์

CKPower ตระหนักถึง ความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในปี 2567 โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ร่วมกับคู่ค้า บริษัท พันมะนี (Panmany) จัดทำ โครงการยางรถยนต์เก่าสารพัดประโยชน์

หลักการของโครงการ

  • นำยางรถยนต์เก่ามารีไซเคิล เป็นเครื่องเล่นสำหรับเด็ก
  • ลดปริมาณขยะ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และส่งเสริมการศึกษา
  • โรงเรียนเป้าหมาย: โรงเรียนอนุบาล-ประถมม่วงสุม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า

ผลลัพธ์ของโครงการ

  • ลดขยะยางรถยนต์เก่าที่ไม่ได้ใช้งาน โดยนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
  • สนับสนุนการศึกษาผ่านเครื่องเล่นเด็ก ช่วยเสริมพัฒนาการของเยาวชน
  • ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เด็กนักเรียน ส่งเสริมจิตสำนึกด้านความยั่งยืน
  • สร้างความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าและคู่ค้า เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
  • เสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในกระบวนการผลิตและการจัดการของเสีย
  • คู่ค้า ชุมชน โรงเรียน และ บริษัท เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 46 คน