ผลกระทบต่อธุรกิจ (GRI3-3)

บริษัทตระหนักถึงความท้าทายจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในอุตสาหกรรมพลังงาน การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของระบบพลังงานหมุนเวียนซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค ปัจจัยดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัท
เพื่อลดและบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านระบบสำรองไฟฟ้า และจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทได้วางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านเทคนิคและเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ความพยายามดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ คู่ค้า ผู้รับเหมา ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความท้าทายและโอกาส (GRI3-3)

การผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างมั่นคงและยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญความท้าทายจากความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตพลังงาน และการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมพลังงาน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย

เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว บริษัทมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมนวัตกรรม โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดำเนินงาน ควบคู่กับการขยายการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ช่วยลดมลภาวะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนต่อการดำเนินงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว

ความมุ่งมั่น (GRI3-3)

บริษัทมุ่งมั่นเสริมสร้างความมั่นคงและความพร้อมของระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านเสถียรภาพของระบบพลังงานและความผันผวนจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน พัฒนาประสิทธิภาพของระบบส่งไฟฟ้า และจัดทำแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันที่เหมาะสมกับลักษณะของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการดำเนินงานและเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการฝึกอบรมและการเสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยี การดำเนินงานและการพัฒนาธุรกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดลดมลภาวะและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

แนวทางการบริหารจัดการ (GRI3-3)

CKPower มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยดำเนินการดังนี้:

การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง
ลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อให้ระบบจ่ายไฟฟ้าดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ
บริหารจัดการต้นทุนในทุกกระบวนการ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร
พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรแก่บุคลากรทุกระดับ ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาระบบปฏิบัติงาน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
วางแผนการซ่อมบำรุงประจำปีอย่างเป็นระบบ พร้อมเตรียมอุปกรณ์สำรอง เช่น อะไหล่ชิ้นสำคัญ (Critical Spare Parts) เพื่อรองรับการซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ
การดำเนินงานตามมาตรฐาน ISO 9001:2015
ทุกกระบวนการดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจในความเสถียรและประสิทธิภาพของระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า
ผลลัพธ์ของโครงการในปี 2568
กำลังการผลิตติดตั้งรวม
กำลังการผลิตติดตั้งรวม
3,640
เมกะวัตต์
กำลังการผลิตติดตั้งด้วยไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (93%)
3,402
เมกะวัตต์
การผลิตไฟฟ้ารวม
การผลิตไฟฟ้ารวม
12.28
ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง
การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
หลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า
5.34
ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่าต่อปี
การเน้นผลิตไฟฟ้าสะอาด
สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าสะอาดและยั่งยืน
ไฟฟ้าสะอาด

การดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกมิติของกระบวนการผลิต

จัดทำแผนงานการผลิตและการจ่ายพลังงานประจำปี
ตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

วางแผนอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ดำเนินการตรวจสอบระบบตามแผนงานที่กำหนด โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล สร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ประเมินและติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงานโรงไฟฟ้า
วางแผนการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า

ดำเนินการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานเพื่อประเมินประสิทธิภาพและระบุโอกาสในการปรับปรุงระบบ

ดำเนินการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบ และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์

พัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ
ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้แก่บุคลากร

ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบส่งไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงาน และรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

จัดการอบรมและพัฒนาความรู้ในด้านการปฏิบัติงานให้แก่พนักงานทุกระดับ เพื่อเพิ่มศักยภาพและเสริมสร้างความเชี่ยวชาญในสายงาน

การบริหารจัดการภาวะวิกฤต

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินงาน ความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Resilience) ความต่อเนื่องของระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยบริษัทประกาศและดำเนินการตามนโยบายการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) เพื่อให้การดำเนินงานของทุกโรงไฟฟ้ามีความพร้อม สามารถปรับตัว และรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการจัดการภาวะวิกฤต
  • จัดทำคู่มือแผนฉุกเฉินที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

    บริษัทได้พัฒนาคู่มือแผนฉุกเฉินที่ครอบคลุมสถานการณ์วิกฤต ทั้งจากภัยธรรมชาติและความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน เช่น อัคคีภัย อุทกภัย ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การหกรั่วไหลของสารเคมี แผ่นดินไหว และดินถล่ม รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า เพื่อให้สามารถตอบสนองและฟื้นฟูการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที

  • การฝึกอบรมและการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ

    บริษัทจัดการอบรมและฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของบุคลากรในทุกระดับ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด รวมถึงการตัดสินใจและการสื่อสารในภาวะวิกฤต

  • การประเมินความเสี่ยงและการจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบเชิงรุก

    บริษัทดำเนินการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกปี ควบคู่กับการทบทวนความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน พร้อมทั้งจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบเชิงรุก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  • การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับสถานการณ์วิกฤต

    บริษัทพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะน้ำท่วม โดยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัด ระบบเตือนภัย และระบบติดตามแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง การตัดสินใจและการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงที

  • การดูแลความปลอดภัยเชิงรุกและการติดตามอย่างต่อเนื่อง

    ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญของบริษัทดำเนินการติดตามและดูแลระบบความปลอดภัยเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าทุกแห่งสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย แม้ในสถานการณ์วิกฤต และสามารถรักษาความพร้อมของระบบการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

แนวทางการบริหารจัดการภาวะวิกฤตดังกล่าวสะท้อนถึงการบูรณาการการบริหารความเสี่ยง ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) เข้ากับการดำเนินงานของบริษัท ช่วยลดความเสี่ยงต่อการดำเนินงาน เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของบริษัทในระยะยาว และยกระดับมาตรฐานความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของ CKPower ในฐานะผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการภาวะวิกฤต

CKPower ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Plan) ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน:

1
กำหนดมาตรการป้องกัน (Mitigation)
2
การเตรียมความพร้อม (Preparedness)
3
การเผชิญเหตุ (Response)
4
การฟื้นฟู (Recovery)
5
การป้องกัน (Prevention)
  1. กำหนดมาตรการป้องกัน (Mitigation)
    • การจัดตั้งทีมตอบสนองภาวะฉุกเฉิน Emergency Response Team -ERT: ทีมที่มีหน้าที่รับผิดชอบในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    • การคาดการณ์และการประเมินความรุนแรงของสถานกาณ์ (Estimate and Asset Situation) : การวิเคราะห์ความเสี่ยง การคาดการณ์และการประเมินความรุนแรงของสถานกาณ์ในแต่ละระดับ กำหนดระดับของความรุนแรง จัดลำดับความสำคัญขั้นตอนวิธีการปฏิบัติในแผนฉุกเฉิน
    • การพัฒนาแผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Action Plan - EAP) : วางแผนแนวทางตอบสนองต่อสถานการณ์ในแต่ละระดับ พร้อมวิธีการปฏิบัติ
  2. การเตรียมความพร้อม (Preparedness) เพื่อให้แผนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้ดำเนินการ
    • การเตรียมแผน ดำเนินการตรวจสอบ ทบทวน และอนุมัติแผนอย่างเป็นทางการ (Plan Preparation, Review and Approval)
    • การฝึกซ้อมแผน ซักซ้อมสถานการณ์จำลองเป็นประจำเพื่อสร้างความมั่นใจ
  3. การเผชิญเหตุ (Response) เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทีมตอบสนองภาวะฉุกเฉินจะปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ โดยมีการกำหนดบทบาทและหน้าที่อย่างชัดเจน
    • ผู้อำนวยการ บริหารจัดการและสั่งการ
    • ทีมตอบโต้ ปฏิบัติและควบคุมสถานการณ์
    • ผู้ควบคุมการสื่อสาร ดูแลการสื่อสารภายในและภายนอก
    • ทีมสนับสนุนอื่นๆ เช่น ผู้นำอพยพ ทีมปฐมพยาบาล ทีมเคลื่อนย้าย
  4. การฟื้นฟู (Recovery) เมื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลง บริษัทจะดำเนินการเพื่อคืนสู่สภาพปกติดังนี้
    • การดำเนินงานและการซ่อมบำรุง (Plan Implementation & Maintenance) ฟื้นฟูทรัพย์สินและระบบงานที่ได้รับผลกระทบ
  5. การป้องกัน (Prevention) เพื่อลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคต
    • การตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉิน ให้พร้อมใช้งานเสมอ เช่น เครื่องมือ และระบบสื่อสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    • การกำหนดผู้ตรวจสอบและผู้รับผิดชอบ เพื่อดูแลความพร้อมของอุปกรณ์และระบบที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายระยะยาว เป้าหมายปี 2568 และผลการดำเนินงานปี 2568 (GRI3-3, EU1, EU2, EU28, EU30)

ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและ
ความพร้อมของการดำเนินการผลิต
เป้าหมายระยะยาว
ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
8.8
ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง
ค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า
>90%
จำนวนระบบไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนเฉลี่ย
≤2
ครั้งต่อปี
เป้าหมายปี 2568 ผลการดำเนินงานปี 2568
ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
>8.0
ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง
10.7
ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง
ค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า
>90.0%
88.12%
จำนวนระบบไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนเฉลี่ย
≤2
ครั้งต่อปี
20
ครั้ง*

หมายเหตุ: * ปี 2568 เกิดจากเหตุการณ์ระบบไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนเฉลี่ย โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี 2 ครั้ง, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม บางปะอินโคเจนเนอเรชั่น 3 ครั้ง และ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 8 แห่งรวม 15 ครั้ง

มาตรการเชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องด้านพลังงาน

ในปี 2568 แต่ละโรงไฟฟ้าได้กำหนดและดำเนินมาตรการเชิงป้องกันเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบการผลิตไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การเสริมสร้างความเชื่อถือได้ของระบบ (System Reliability) การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคนิค และการเตรียมความพร้อมของบุคลากรอย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง (Operational Continuity) ดังนี้

  • การปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการขออนุญาตทำงาน (Revised Work Permit)

    บริษัทได้ดำเนินการให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับลักษณะงานแต่ละประเภท พร้อมกำหนดให้มีการประชุมวางแผนงานอย่างละเอียดระหว่างพนักงานเดินเครื่อง พนักงานบำรุงรักษา และพนักงานด้านความปลอดภัยก่อนเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าและลดผลกระทบต่อความต่อเนื่องของระบบผลิตไฟฟ้า ในช่วงดำเนินการซ่อมบำรุง

  • การป้องกันเหตุการณ์ระบบหยุดทำงานฉับพลัน (Plant Trip)

    บริษัทกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์ระบบหยุดทำงานฉับพลัน (Plant Trip) เพิ่มเติม โดยปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการในการตัดแยกระบบ (Revised Lock Out Tag Out) และพัฒนาสัญญาณของอุปกรณ์ให้มีความชัดเจนและทันสมัย รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการสื่อสารและการประสานงานระหว่างทีมรับมือฉุกเฉินและทีมควบคุมการเดินเครื่อง เพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้และเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

  • การดำเนินแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ

    โรงไฟฟ้าทุกแห่งจัดทำและดำเนินการตามแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance Plan) อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ โดยพิจารณาจากสภาพการใช้งานจริงของอุปกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละโรงไฟฟ้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการชำรุด เพิ่มเสถียรภาพการเดินเครื่อง และยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ รวมถึงการวางแผนการจัดซื้ออุปกรณ์ซ่อมบำรุงล่วงหน้าเพื่อรองรับความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

  • การพัฒนาระบบติดตามผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

    โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ได้พัฒนาระบบติดตามผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ (Real-time Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังสถานะการเดินเครื่อง ประสิทธิภาพการผลิต และสัญญาณความผิดปกติของอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้สามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ลดโอกาสการเกิดเหตุขัดข้องรุนแรง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องของระบบพลังงาน

  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการเตรียมความพร้อมด้านการรับมือเหตุฉุกเฉิน

    โรงไฟฟ้าทุกแห่งจัดให้มีการประชุมหารือเชิงปฏิบัติการและการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินและเหตุขัดข้องของระบบไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองและลดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวม

การดำเนินงานหลักในแต่ละโรงไฟฟ้าในปี 2568

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ให้ความสำคัญกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวและความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า โดยมีการดำเนินการดังนี้

  1. การติดตามและวางแผนรับมือ โรงไฟฟ้ามีการวางแผนดำเนินการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ผ่านระบบ SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ซึ่งช่วยให้สามารถรวบรวมข้อมูลและติดตามสถานะการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการและรักษาความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า
  2. การประเมินและติดตามผลการดำเนินงานผ่านตัวชี้วัดหลัก การดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ได้รับการประเมินและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ตัวชี้วัดหลัก 2 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า (Plant Performance Ratio) วัดการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า และ ผลการดำเนินงานบำรุงรักษาประจำปี ติดตามความพร้อมใช้งานและสมรรถนะของระบบผลิตไฟฟ้า
  3. การใช้ระบบ CKP Forecasting System เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพการบริหารจัดการน้ำ โรงไฟฟ้าใช้ระบบ CKP Forecasting System ที่พัฒนาร่วมกับ DHI A/S (Danish Hydraulic Institute) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนแผนการผลิตไฟฟ้า มีการบูรณาการระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา ผสานข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณในปัจจุบันเข้ากับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ทันสมัย เพื่อให้วิเคราะห์และพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ระบบที่พัฒนาใหม่นี้สามารถจำลองสถานการณ์น้ำไหลในพื้นที่เหนือน้ำและท้ายน้ำของโรงไฟฟ้า ช่วยให้คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับแผนการผลิตพลังงาน พร้อมทั้งดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้ปลอดภัยและมั่นคงในทุกสถานการณ์
  4. การรับมือกับสถานการณ์ High Flow Emergency และการสนับสนุนชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า ในช่วงดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568 โรงไฟฟ้าได้เตรียมแผนงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ High Flow Emergency อันเนื่องมาจากฝนตกหนักจากพายุวิภา (Wipha) และคาจิกิ (Kajiki) โดยใช้ระบบ CKP Forecasting System ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงวางแผนการปล่อยน้ำจากเขื่อนตอนบน ที่จะส่งผลต่อระดับน้ำในพื้นที่บริเวณโรงไฟฟ้า
    โรงไฟฟ้าได้ดำเนินการสนับสนุนชุมชนโดยรอบตามแผนตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Plan) ดังนี้
    1. การอบรมและให้ข้อมูลตามแผนตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน
    2. การแจ้งเตือนระดับน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและทันท่วงที โรงไฟฟ้าทำการแจ้งเตือนชาวบ้านในพื้นที่ล่วงหน้าเกี่ยวกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น โดยใช้ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงชุมชนได้อย่างรวดเร็ว
    3. การจัดการอพยพและสนับสนุนทรัพยากรแก่ชุมชนในพื้นที่เสี่ยง จัดระบบการอพยพและเคลื่อนย้ายสิ่งของจากพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสนับสนุนเรือและกำลังคนเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบ
      ด้วยความพร้อมของแผนงานและการปฏิบัติงาน โรงไฟฟ้าสามารถกลับมาผลิตไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความมั่นใจในศักยภาพการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

  5. การทดสอบสมรรถนะประจำปี (Annual test) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีได้ดำเนินการทดสอบประจำปีภายใต้เงื่อนไขของ Power Purchase Agreement (PPA) และข้อกำหนด Contracted Operating Characteristics (COC) ในระหว่างวันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2568 การทดสอบครอบคลุมทุกหัวข้อสำคัญที่ระบุไว้ใน PPA และประสบความสำเร็จตามระยะเวลาที่วางแผนไว้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการดำเนินงานและการสร้างเสถียรภาพในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

    ภาพกิจกรรม Annual test ในวันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2568

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีการดำเนินงานในการบริหารจัดการปริมาณน้ำอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับสภาพฤดูกาล เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเพียงพอต่อความต้องการตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า พร้อมทั้งคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้:

  1. การบริหารจัดการปริมาณน้ำตามฤดูกาล
    • ในฤดูแล้ง: โรงไฟฟ้ารักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างเหมาะสมกับแผนการเดินเครื่องเพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า
    • ในฤดูฝน: โรงไฟฟ้าดำเนินการป้องกันการเปิดประตูน้ำล้นโดยไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมรักษาความมั่นคงของการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า
  2. แผนการบำรุงรักษาครั้งใหญ่ (Major Overhaul)

    โรงไฟฟ้าดำเนินการบำรุงรักษาครั้งใหญ่สำหรับ Unit 2 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย การดำเนินงานดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเสถียรภาพ ความมั่นคง และความพร้อมในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ภาพการปฏิบัติงานการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Major Overhaul) Unit 2 ที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้เป็นระบบ Close Loop เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความต่อเนื่องของการจ่ายไฟฟ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • โรงไฟฟ้าสามารถส่งไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้าได้ 2 สถานี ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องในการส่งไฟฟ้า แม้ในกรณีที่สถานีใดสถานีหนึ่งอยู่ระหว่างการต้องหยุดซ่อมบำรุงหรือเกิดเหตุขัดข้องในระบบ
  • ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงไฟฟ้าในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานละความเชื่อถือได้ของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
  • โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น โครงการ 2 ได้ดำเนินกิจกรรม Minor Overhaul ช่วงวันที่ 20 – 29 กรกฎาคม 2568 และดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนด ซึ่งช่วยรักษาประสิทธิภาพของระบบผลิตไฟฟ้าและเสริมสร้างความพร้อมในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ภาพการปฏิบัติงานการซ่อมบำรุง (Minor Overhaul) โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย ดำเนินการประเมินและติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อถือได้ ประสิทธิภาพ และเสถียรภาพของกระบวนการผลิตไฟฟ้า โดยกำหนดตัวชี้วัดหลักและระบบการติดตามดำเนินงานที่สนับสนุนการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการและความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ดังนี้

  1. ตัวชี้วัดหลัก
    • Plant Performance Ratio
      ใช้ประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับศักยภาพของระบบ เพื่อสะท้อนสมรรถนะโดยรวมของกระบวนการผลิตไฟฟ้า
    • ผลการดำเนินงานบำรุงรักษาประจำปี
      ใช้ติดตามและประเมินสมรรถนะของอุปกรณ์และความพร้อมใช้งานของระบบ เพื่อสนับสนุนการวางแผนซ่อมบำรุงและเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ
  2. การติดตามผลการดำเนินงาน
    • ทีมงานของโรงไฟฟ้าดำเนินการติดตามผลการดำเนินงานเป็นรายเดือน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต และกำหนดแนวทางการปรับปรุงที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
    • พัฒนาระบบติดตามผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ (Real-time Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังสถานะการเดินเครื่อง ประสิทธิภาพการผลิต และสัญญาณความผิดปกติของอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้สามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ลดโอกาสการเกิดเหตุขัดข้องรุนแรง และเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความต่อเนื่องและความมั่นคงของระบบพลังงาน
  3. เป้าหมายการดำเนินงาน โรงไฟฟ้ามุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนของกระบวนการผลิตไฟฟ้า ผ่านการดำเนินงานที่เน้นประสิทธิภาพ การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ผลการดำเนินงาน ปี 2568 (EU1, EU2, EU29)

ในปี 2568 บริษัทมีการดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต ดังต่อไปนี้

ผลการดำเนินงานปี 2568
การปฏิบัติงานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าประจำปี
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 * โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น**
เป้าหมาย
จำนวนรายการที่บำรุงรักษา
100%
100%
100%
100%
ผลการดำเนินงาน
จำนวนรายการที่บำรุงรักษา
100%
100%
100%
100%
การดำเนินงานตามแผนการผลิต
และจำหน่ายไฟฟ้าประจำปี
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน
การรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
(Performance Ratio)
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน
ดำเนินงานตามแผน

หมายเหตุ: *โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ได้มีการปฏิบัติงานการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Major Overhaul) ของ Unit 2 ตามแผนงานที่ได้มีการระบุไว้ในปี 2568 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568
**โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น โครงการ 2 ดำเนินกิจกรรม Minor Overhaul ช่วงวันที่ 20 – 29 กรกฎาคม 2568

พลังน้ำ พลังแสงอาทิตย์ โคเจนเนอเรชั่น (ไฟฟ้า) โคเจนเนอเรชั่น (ไอน้ำ)
กำลังการผลิตติดตั้ง
3,360
เมกกะวัตต์
42
เมกกะวัตต์
237.5
เมกกะวัตต์
40
ตันต่อชั่วโมง
ปริมาณพลังงานที่ผลิตทั้งหมด
10,653,525
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
20,983
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
1,489,135
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
46,088
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ผลการดำเนินงานปี 2568
การประเมินความพึงพอใจของลูกค้า
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชัน
จำนวนลูกค้าที่ได้รับการประเมินความพึงพอใจ ประจำปี 2568
100%
100%
100%
100%
ผลประเมินความพึงพอใจของลูกค้า
ประจำปี 2568
99.00%
99.05%
92.50%
99.17%
ดัชนีค่าเฉลี่ยความถี่ที่เกิดระบบไฟฟ้าขัดข้อง
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชัน
ดัชนีค่าเฉลี่ยความถี่ที่เกิดระบบไฟฟ้าขัดข้อง (SAIFI)
1.00
0
3.00
0.23
ดัชนีค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่เกิดระบบไฟฟ้าขัดข้อง (SAIDI)
0.84
0
104.85
1.68
ดัชนีค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่เกิดระบบไฟฟ้าขัดข้องต่อครั้งที่ส่งผลกระทบต่่อลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ (CAIDI)
50.20
0
6,290.98
1,497.73

รายงานความยั่งยืน ปี 2568