ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
ผลกระทบต่อธุรกิจ (GRI3-3)
ความท้าทายและโอกาส (GRI3-3)
แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว ภายใต้บริบทดังกล่าว ความสามารถในการบริหารธุรกิจอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขัน
หากบริษัทขาดความยืดหยุ่น หรือไม่สามารถคาดการณ์และรองรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน การบริหารจัดการความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบถือเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงและรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
เพื่อรองรับโอกาสและความเสี่ยงที่เกิดขึ้น บริษัทได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่:
- พัฒนาธุรกิจใหม่ การขยายตลาดสู่ระดับสากล
- สร้างพันธมิตรด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
- ยกระดับการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบพลังงาน
บริษัทยังเดินหน้าสนับสนุน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและองค์กรให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต
ความมุ่งมั่น (GRI3-3)
บริษัทมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ผ่านการเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้ง และการต่อยอดธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านพลังงานหมุนเวียน
บริษัทมุ่งรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ควบคู่กับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดผลกระทบเชิงลบจากความผันผวนทางธุรกิจ และเสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาว อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ในขณะเดียวกัน บริษัทใช้ความยืดหยุ่นทางธุรกิจเป็นกลไกในการสร้างโอกาสใหม่ ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมความร่วมมือในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าสะอาด การขยายตลาดสู่ระดับสากล ตลอดจนการปรับแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้วยแนวทางดังกล่าว บริษัทพร้อมเดินหน้าสู่อนาคตด้วยความมั่นคง โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และยกระดับขีดความสามารถขององค์กรให้สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบพลังงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการ (GRI3-3)
1) การบริหารจัดการด้านความยืดหยุ่นในการดําเนินธุรกิจ
บริษัทดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และแนวโน้มตลาดพลังงาน ผ่านแนวคิด "เสริมศักยภาพรับมือความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืน" โดยให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบหลัก
(Operational Excellence)
(Reliability & Infrastructure)
บริษัทมุ่งเน้น การลงทุนในโอกาสใหม่ ทั้งในประเทศไทยและอาเซียน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างผลตอบแทนที่เป็นธรรม ให้แก่ผู้ถือหุ้นและลูกค้า
2) กลยุทธ์ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
บริษัทมุ่งขยาย การลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตติดตั้งรวม มากกว่า 95% จากพลังงานสะอาด ภายในปี 2586 และ ขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาศักยภาพของพลังงานไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นรากฐานของ นวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ส่งเสริมการเรียนรู้และการนำนวัตกรรมมาใช้ในระบบปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดการต่อยอดระบบงานที่มีประสิทธิภาพ รองรับ ธุรกิจกรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen Business) ในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับโอกาสและความเสี่ยงในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาแผนการดำเนินงาน |
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุง |
|---|---|
|
|
การผนึกกำลังกับพันธมิตร |
การขยายโอกาสในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน |
|
|
การสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดเดิม |
|
|
|
3) แผนธุรกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของบริษัท
บริษัทได้พัฒนา แผนเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ปี 2565 โดยเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร ภายใต้กรอบระยะเวลา 5 ปี (ปี 2565-2569) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ :
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
การขยายโอกาสทางธุรกิจในพลังงานหมุนเวียน
การเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบการดำเนินงาน
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม:
- สร้างกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานและการบริหารจัดการในองค์กร
- ใช้ระบบการพยากรณ์น้ำท่าเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผน
- การขยายโอกาสทางธุรกิจในพลังงานหมุนเวียน:
- ลงทุนในพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ
- ขยายตลาด ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้แก่ลูกค้า ผู้สนใจ
- การเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบการดำเนินงาน
- ปรับปรุงกระบวนการรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
- สร้างโอกาสทางธุรกิจจากการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อโลกที่ยั่งยืน
4) การพัฒนาบุคลากร
บริษัทมุ่งมั่นขยายการลงทุนใน ธุรกิจผลิตและจำหน่ายพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยเลือกใช้ เทคโนโลยีมาตรฐานสูง ลดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ส่งเสริมเรียนรู้และนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ฝ่ายบริหารหน่วยงานพัฒนาธุรกิจ หน่วยงานวิศวกรรม หน่วยงานบริหารความยั่งยืน โดยมีวิศวกรรุ่นใหม่และผู้บริหาร เป็นผู้นำขับเคลื่อนหลัก ทีมนี้มีบทบาทสำคัญในการ
- ริเริ่มแนวทางการดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับแนวโน้มพลังงานแห่งอนาคต
- วิจัยและพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัท
- ค้นหาโอกาสทางธุกิจ และแนวทางการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในรูปแบบใหม่
- กำหนดทิศทางและกลยุทธ์ของบริษัทให้สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมและกระแสโลก
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจของบริษัทแล้ว แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ (Emerging Risks) และเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ผลการดำเนินงานปี 2568 เป้าหมาย และดัชนีชี้วัดผลการดำเนินการขององค์กร (GRI3-3)
| ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
|
||||||
| เป้าหมายระยะยาว | ||||||
| เพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ในปี 2586 |
>95% |
ดำเนินธุรกิจในประเทศใหม่ภายในภูมิภาคอาเซียน ภายในปี 2568 |
≥1
|
|||
| มีกลุ่มลูกค้าใหม่ดำเนินการตามแผนงานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเสร็จสมบูรณ์ ภายในปี 2570 |
≥3
|
|||||
| เป้าหมายปี 2568 | ผลการดำเนินงานปี 2568 | |||||
| เพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด |
93% |
93% |
||||
| มีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด |
≥3,402
|
3,402
|
||||
| ขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน | การขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน |
3,000
|
||||
| การขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน |
5,000
|
|||||
| การขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: RECs) ได้ |
14,000
|
|||||
| เริ่มจำหน่วยไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) |
1
|
|||||
| SDGs | ||||||
โครงการโดดเด่นในปี 2568
1) การขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: RECs) จำนวน 14,000 RECs ของบริษัท บางเขนชัย จำกัด และ การลงทะเบียนภายใต้ระบบ I-RECs ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี



ในปี 2568 บริษัทได้ขยายโอกาสทางธุรกิจด้าน ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: RECs) โดยจำหน่าย RECs จำนวน 14,000 หน่วยจาก บริษัท บางเขนชัย จำกัด ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่าน บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าสามารถนำ REC ไปใช้เป็นเครื่องมือในการชดเชยการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทั่วไป และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการจัดการพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ได้ดำเนินการลงทะเบียนภายใต้ระบบ I-RECs แล้ว เพื่อเปิดโอกาสการขาย RECs ในระดับสากล ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้มีส่วนได้เสีย และสอดคล้องกับกลยุทธ์ความยั่งยืนและการสร้างมูลค่าในระยะยาวของบริษัท โดยเป็นการต่อยอดจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมพลังงาน
2) ความคืบหน้าโครงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนครั้งแรกในประเทศไทย ความร่วมมือระหว่าง CKPower และ BEM:


บริษัทได้ดำเนินการร่วมมือกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ในการนำไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการเดินรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่อุตสาหกรรมการขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้นำพลังงานสะอาดมาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) ณ ศูนย์บำรุงรถไฟฟ้าพระราม 9 ปัจจุบัน CKPower อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 3 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 6.95 เมกะวัตต์
ความคืบหน้าปี 2568
- โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาลานจอดรถสำหรับอาคารบริหาร สำนักงานใหญ่ สาขา 2 เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์
- โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารซ่อมบำรุงพระราม 9 95.10% (ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรอใบอนุญาตเพื่อทดสอบและจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569)
- โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดินบริเวณอาคารซ่อมบำรุงพระราม 9 (ก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างรอใบอนุญาตเพื่อทดสอบและจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569)
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญ ในการต่อยอดบทบาทของบริษัทในฐานะผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอาเซียน พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้เกิด การคมนาคมคาร์บอนต่ำ เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ
3) บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) เปิดขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4,000 ล้านบาท


บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาท (Green Debentures) รวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ครั้งที่ 1/2568 (ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน) และ หุ้นกู้แบบมีประกันครั้งที่ 2/2568 (Guaranteed Green Debentures) โดยเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่
บริษัทนำเงินที่ได้ไปชำระคืนตราสารหนี้ที่ออกในปี 2565 ซึ่งครบกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2568 และสนับสนุนารเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 2 รุ่น
- หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาท ครั้งที่ 1/2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท (BBB+/Stable โดย TRIS Rating) ประกอบด้วย
- หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.85% ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.00% ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.15% ต่อปี
- หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสกุลเงินบาทแบบมีประกัน ครั้งที่ 2/2568 จำนวน 1,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย [2.80%] (AAA/Stable โดย TRIS Rating)
ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าว ได้จัดทำและดำเนินการตามกรอบตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond Framework) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Green Bond Principles 2021, Green Loan Principles 2021 และ ASEAN Green Bond Standards 2018 และได้ผ่านการสอบทานโดย DNV ในฐานะผู้สอบทานอิสระ (Independent External Reviewer) โดยมี ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย
4) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 5,000 ล้านบาท

บริษัทประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 4 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขาย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทในด้านฐานะการเงินที่มั่นคง การกำกับดูแลกิจการที่ดี และทิศทางการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวจะนำไปลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) เป็นหลัก และส่วนที่เหลือใช้เพื่อชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี โดยหุ้นกู้มีจำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย
- หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.15 ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.30 ต่อปี
- หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 5 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.45 ต่อปี และ
- หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี จำนวน 2,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.90 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด
สำหรับหุ้นกู้ของบริษัททางทริสเรทติ้งได้จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ทุกชุดที่อันดับ “A-“ แนวโน้มคงที่ เท่ากับอันดับเครดิตองค์กร และหุ้นกู้ที่ออกในครั้งนี้ได้รับการจัดประเภทเป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Green Bond Principles 2021, Green Loan Principles 2025 และ Thailand Taxonomy 2023 และผ่านการสอบทานโดย DNV ในฐานะผู้สอบทานอิสระ (Independent External Reviewer) โดยเป็นการเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน (ไม่รวมบุคคลธรรมดา และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่)
รายงานความยั่งยืน ปี 2568