ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน 2568

กระบวนการระบุประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัท (GRI 3-1)

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญกับการดำเนินธุรกิจ (Materiality Assessment) โดยมีการทบทวนกระบวนการเป็นประจำทุกปีตามมาตรฐานการรายงานระดับสากลของ Global Reporting Initiative (GRI Standards)

การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ดำเนินตามแนวทาง Double Materiality ตาม GRI Standard 2021 โดยพิจารณาทั้งมิติของผลกระทบและมิติทางธุรกิจ ครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

ผลกระทบขององค์กรต่อภายนอก (Inside-out) - ธุรกิจของ CKPower ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบของภายนอกต่อองค์กร (Outside-in) - ปัจจัยด้านความยั่งยืนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและผลการดำเนินงานทางการเงินของ CKPower

การมองผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่จะกระทบกับธุรกิจ

ซึ่งกระบวนการประเมินได้ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (Sustainability Impact) ร่วมกับการประเมินผลกระทบทางการเงิน (Financial Impact) รวมไปถึงการพิจารณาความสำคัญต่อการสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าขององค์กร และมีการคำนึงถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในการวิเคราะห์ผลกระทบร่วมด้วย อีกทั้งยังดำเนินการปรึกษาขอคำแนะนำกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานและการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของกระบวนการและผลลัพธ์ของการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รายงานฉบับนี้ได้รับการตรวจประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากหน่วยงานรับรองอิสระภายนอกเพื่อดำเนินการตรวจสอบกระบวนการและผลลัพธ์ อีกทั้งประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนในรายงานฉบับนี้ได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงคณะกรรมการของบริษัท ตามลำดับ โดยมีกระบวนการระบุประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัท แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่
1

การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการสร้างการมีส่วนร่วม

ขั้นตอนที่
2

การระบุและการทำความเข้าใจผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญตามความยั่งยืน

ขั้นตอนที่
3

การยืนยันผลกระทบจากประเด็นที่สำคัญตามมุมมองกับผู้มีส่วนได้เสียและประเมินผลกระทบ

ขั้นตอนที่
4

การประเมินและการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ

ผลการวิเคราะห์

การรายงาน ทบทวน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่
5

การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการสร้างการมีส่วนร่วม

กำหนดประเด็นความยั่งยืนสำหรับการรายงาน
ผลการวิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืน
สิ่งแวดล้อม
  • การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ
สังคม
  • การดูแลชุมชนและสังคม
  • การเคารพสิทธิมนุษยชน
  • อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
  • การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
  • การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  • ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
  • การจัดการนวัตกรรม
  • การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจบริบทของ องค์กรและระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง

บริษัททำการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ได้แก่ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก เช่น กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และบริเวณที่ตั้งของสถานประกอบการ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและในอุตสาหกรรม ปัจจัยความเสี่ยงและโอกาสที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในอนาคต รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชนสากลและเหตุการณ์ในอดีต บริษัทวิเคราะห์กิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจควบคู่เพื่อระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับและอาจได้รับผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบโดยตรงและทางอ้อมจากการดำเนินการของบริษัท ซึ่งมีรายละเอียดผลการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าในรายงาน 56-1 one report ส่วนที่ 1 ข้อที่ 3

จากนั้น บริษัทจึงทำการระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของบริษัทซึ่งครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ ผ่านการทบทวนประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของปี 2567 ร่วมกับปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ได้วิเคราะห์ข้างต้น นอกจากนี้ บริษัทได้ศึกษาและเทียบเคียงประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงเกณฑ์และมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่สำคัญ อาทิ

  • ดัชนีความยั่งยืน ESG จาก Morgan Stanley Capital International (MSCI)
  • ดัชนี S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA)
  • มาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB)
  • การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Sustainalytics)
  • การจัดอันดับด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET ESG Ratings)
  • เกณฑ์การประเมินของ FTSE Russell
  • แนวทางข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact: UNGC) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
  • แนวปฏิบัติของสมาคมพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำระหว่างประเทศ (International Hydropower Association:IHA)
  • รายงานความเสี่ยงระดับโลก ปี 2568 จาก WEF (Global Risks Report 2025 ;Risk Ranking Long-term 10yrs)

เพื่อเป็นการวิเคราะห์ประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนรอบด้าน ได้ประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนสำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ขั้นตอนที่ 2: การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและโอกาสเกิดขึ้น โดยการวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บริษัททำการระบุผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Actual and Potential Impact) สำหรับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพิจารณาผลกระทบจากประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่มีผลกระทบในระยะสั้นหรือผลกระทบในระยะยาว รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ครอบคลุมกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนขององค์กร เพื่อนำไปกำหนดผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องสำหรับการจัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

ขั้นตอนที่ 3: การจัดทำการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

การจัดทำการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อยืนยันผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงรับฟังมุมมอง ความคาดหวัง และข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และนำมาใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์และประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ โดยการมีส่วนร่วมดำเนินการผ่านช่องทาง การประชุมการรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย และการสำรวจแบบสอบถาม ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานอิสระภายนอก เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อระบุผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินและจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Material Topics)

ขั้นตอนที่ 4: การประเมินและการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ

โดยการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ผลกระทบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้:

ผลกระทบทางด้านการเงิน (Financial Impact): โดยประเมินโอกาสและความเสี่ยงในผลกระทบที่ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร การดำเนินธุรกิจ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ทั้งนี้หากมีการวางแผนการจัดการและการบริหารงานที่ก็จะสร้างโอกาสและผลตอบแทนทางด้านธุรกิจ โดยเกณฑ์การประเมินระดับโอกาสและความเสี่ยงสอดคล้องกับเกณฑ์ความเสี่ยงขององค์กร

ผลกระทบด้านความยั่งยืน (Sustainability Impact): มีการประเมินผลกระทบทางบวกและทางลบ ที่เป็นผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บริษัทกำหนดเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • ขอบเขต (Scope)
  • ระดับความรุนแรง (Scale)
  • ความสามารถในการเยียวยาหรือการฟื้นฟู (Remediability)
  • ระดับโอกาสการเกิดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Likelihood)

ทั้งนี้ การประเมินครอบคลุมผลกระทบทางด้านการเงินและความยั่งยืน โดยกำหนดระดับมูลค่าความเสียหาย (Magnitude) และโอกาสเกิดผลกระทบ (Likelihood) เพื่อจัดลำดับความสำคัญและกำหนดมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสมในเชิงกลยุทธ์ ทั้งด้านความยั่งยืนและด้านการเงินซึ่งบริษัทดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน (Materiality Validation) โดยประเมินผลรวมของผลกระทบด้านความยั่งยืนที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย (เกณฑ์ในระดับ 4 และ 5) และพิจารณาผลกระทบด้านการเงินในระดับ 3 ทั้งนี้ การประเมินครอบคลุมผลกระทบของแต่ละประเด็นสำคัญทั้งในมิติที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยพิจารณาได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

นอกจากนี้ บริษัทได้จำแนกประเด็นออกเป็น ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Material Topics) และประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ (Business Fundamental Topics) เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน (Peer Benchmarking) ก่อนนำเสนอ ผู้บริหารระดับสูง ให้ความเห็นชอบ

ขั้นตอนที่ 5: การรายงาน ทบทวน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทได้วางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบเชิงลบของประเด็นที่มีความสำคัญด้านความยั่งยืน และประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งในกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญได้ผ่านการนำเสนอผลการพิจารณาต่อผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการขับเคลื่อนความยั่งยืน คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะกรรมการของบริษัท ตามลำดับก่อนเพื่อพิจารณาและขอความเห็นชอบในการเปิดเผยข้อมูล โดยบริษัทจัดให้มีการทบทวนกระบวนการ และมีการเปิดเผยข้อมูลในรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทมีโอกาสได้พิจารณาถึงผลกระทบและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี

ผลการวิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญของบริษัท ปี 2568 (GRI3-2)​

การวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและการจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนทำให้บริษัทสามารถ ระบุและสรุปประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อธุรกิจได้ทั้งหมด 14 ประเด็น ซึ่งครอบคลุมทั้งในมิติ บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Materiality Topics) จำนวน 9 ประเด็น
  • ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Business Fundamental Topics) จำนวน 5 ประเด็น

ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Materiality Topics): ประเด็นเหล่านี้ถูกพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อประเด็นความยั่งยืนที่ผ่านการพิจารณาจากผลกระทบต่อทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก รวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยมุ่งเน้นประเด็นที่ส่งผลกระทบในระดับสูงถึงสูงมาก และมีการดำเนินงานที่จริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร อีกทั้งยังครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสนใจมากที่สุดในปีนี้ รวมทั้งหมด 9 ประเด็น

ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Business Fundamental Topics): เป็นประเด็นพื้นฐานที่บริษัทจำเป็นต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องตามกฎหมาย มาตรฐาน หรือแนวปฏิบัติทั่วไปทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล หากขาดประเด็นพื้นฐานดังกล่าวไป อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวได้ การบริหารจัดการประเด็นพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ถือเป็น ปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และการเติบโตในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน โดย CKPower มุ่งมั่นดำเนินงานอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง รวมทั้งหมด 5 ประเด็น

มิติ
ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญของบริษัท
ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

การจัดการพลังงานและ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความหลากหลายทางชีวภาพ

การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

การดูแลชุมชนและสังคม

การเคารพสิทธิมนุษยชน

อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต

การบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤติและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ

การจัดการนวัตกรรม

การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า

C
ไฟฟ้าสะอาด
สิ่งแวดล้อม
CKPower มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมคงไว้ซึ่งศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ
K
เพื่อนบ้านที่ดี
สังคม
CKPower ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน เรามุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ควบคู่ไปกับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
P
พันธมิตรที่ยั่งยืน
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
CKPower เสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจใหม่ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาค และส่งมอบผลตอบแทนที่เป็นธรรมและยั่งยืนแก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้น
สิ่งแวดล้อม
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
สังคม
การดูแลชุมชนและสังคม
การเคารพสิทธิมนุษยชน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
การจัดการนวัตกรรม
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การเปลี่ยนแปลงประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนจากปี 2568

ในปี 2567 บริษัทได้ระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนรวมทั้งสิ้น 14 ประเด็น ต่อมาในปี 2568 บริษัทได้ปรับโครงสร้างประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับ กลยุทธ์ความยั่งยืนของ CKPower ประจำปี 2565-2569 ทั้ง 5 กลยุทธ์ โดยจำแนกประเด็นออกเป็น

  • 9 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
  • 5 ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ

การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นผลจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและการพิจารณาร่วมกับผู้บริหาร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่ม 2 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เป็น Materiality Topics ได้แก่

  • การกำกับดูแลกิจการที่ดี – เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีมุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเน้นย้ำถึงการผลิตพลังงานสะอาดที่ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ
  • ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต – เพื่อตอบสนองต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียตามเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่มีเสถียรภาพ มีความพร้อมของการดำเนินการผลิตและการจ่ายไฟให้ลูกค้าและระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน – เพื่อดำเนินการยกระดับการบริหารจัดการคู่ค้า ผู้ค้า และผู้รับเหมาให้เป็นระบบ สอดคล้องกับการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานของบริษัท ให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียที่เป้

สำหรับประเด็นอื่น ๆ บริษัทได้ปรับให้อยู่ในกลุ่มประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่บริษัทมีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจขององค์กรอยู่แล้ว

ขอบเขตผลกระทบประเด็นความยั่งยืนและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง (GRI2-25)
ประเด็นสำคัญ
ด้านความยั่งยืน
กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
ที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบต่อ
ผู้มีส่วนได้เสีย
การเกิดผลกระทบ ระดับผลกระทบ
ทางการเงิน
(5 ระดับ)
แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วในอดีตและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติสิ่งแวดล้อม
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม
การลงทุนผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงการขยายธุรกิจผ่าน RECs ส่งผลเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมเสถียรภาพด้านพลังงาน เพิ่มคุณภาพชีวิตของชุมชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรและสังคมในระยะยาว
  • กำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงาน และนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • ขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและประยุกต์นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า
  • เผยแพร่และแนวทางการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปใช้ในชุมชนและสังคม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียภายในและภายนอกองค์กร
  • ส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร
  • เพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

7.1, 7.2, 7.3

9.1, 9.4, 9.5

13.1, 13.2, 13.3

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อน้ำฝนและแสงแดด กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า และความต่อเนื่องในการ ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และอาจต้องลงทุนเพิ่มเติมในการปรับปรุงระบบหรือเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมความมั่นคง ความเชื่อถือได้ และความยืดหยุ่นของการดำเนินงานในระยะยาว
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม
  • จัดทำการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อกำหนดแนวทางการรับมือ
  • ใช้ระบบพยากรณ์ด้านอุตุ-อุทกวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อวางแผนผลิตพลังงานและบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำเพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ เพื่อการวางแผนผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม
  • ประยุกต์ใช้นวัตกรรมประเมินการบริหารจัดการการใช้น้ำสำหรับกระบวนการผลิตสำหรับโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น
ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • พนักงาน
  • สถาบันการเงิน
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม
ความมุ่งมั่นของบริษัทในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการกำกับดูแลที่ดี สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย
ความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและความต่อเนื่องในการดำเนินงานของ CKP
  • การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ก่อนการดำเนินโครงการทุกโครงการและการกำหนดฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การติดตามระบบทางปลาผ่านเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ปลา
  • การจัดทำแผนความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบพื้นที่โครงการ
  • นำนวัตกรรมมาใช้ติดตามการอพยพของปลา เพื่อใช้เป็นข้อมูลการวางแผนจัดการความหลากหลายทางชีวภาพช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบด้านลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ
  • จัดสรร งบประมาณในโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
15.1, 15.2, 15.3, 15.5, 15.9, 15.a
ถ้าบริษัทไม่มีการบริหารจัดการด้านความหลายหลายทางชีวภาพในการดำเนินธุรกิจของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ อาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อระบบนิเวศ พื้นที่คุ้มครอง และพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความอ่อนไหวกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและการดำเนินโครงการในอนาคต
  • กำหนดนโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • วางแผนการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ และดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการให้บริการด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่านโครงการต่างๆ
  • จัดทำแผนงานความหลากหลายทางชีวภาพและแผนงานการติดตามตรวจสอบ
  • การสนับสนุนการปลูกป่าและการฟื้นฟูป่าในพื้นที่รอบโครงการ รวมถึงการลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้จากการก่อสร้างและการดำเนินงาน โดยร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่
  • จัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD)
  • แผนการดำเนินงานเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (BAP) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบพื้นที่โครงการ
หมายเหตุ: จำนวนจุดสี่เหลี่ยมที่ปรากฏในตารางแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ สูง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ปานกลาง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ต่ำ
ประเด็นสำคัญ
ด้านความยั่งยืน
กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
ที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบต่อ
ผู้มีส่วนได้เสีย
การเกิดผลกระทบ ระดับผลกระทบ
ทางการเงิน
(5 ระดับ)
แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วในอดีตและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติสังคม
การดูแลชุมชนและสังคม
  • พนักงาน
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม
ช่วยให้ชุมชนมีความรับรู้ความเข้าใจในการทำงานของโรงไฟฟ้า เกิดความเข้าใจที่ดี ช่วยส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและเพิ่มอาชีพ ลดการเกิดข้อพิพาทระหว่างบริษัทและชุมชนโดยรอบ รวมถึงส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรที่ดี
  • การจัดทำกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น และสานเสวนาร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเป็นประจำทุกปี
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ตามกรอบการดำเนินงานสร้างคุณค่าสู่สังคม (CSR Strategy framework) เช่น โครงการไฟฟ้าสะอาดเพื่อชุมชน ส่งเสริมความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน การ อนุรักษ์ปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน
  • การส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น สนับสนุนการจ้างแรงงานจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพื่อช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในพื้นที่

3.4, 3.9

8.8, 8.9

11.4, 11.6

13.1, 13.2

การปฏิบัติงานของโรงไฟฟ้าอาจจะส่งผลต่อวิถีชีวิตชุมชน ความเป็นอยู่ของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
  • กำหนดนโยบายการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • มีการจัดทำการประเมินผลกระทบและการมีส่วนร่วมกับชุมชนตามกฏหมายทั้งก่อนการก่อสร้าง และระหว่างการก่อสร้าง และดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้า
  • การดำเนินกิจกรรมและโครงการการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • มีช่องทางรับข้อร้องเรียน และการบริหารจัดการลดผลกระทบ การเยียวยา
การเคารพสิทธิมนุษยชน
  • พนักงาน
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • หน่วยงานภาครัฐ (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม
บริษัทดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชน โดยการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนช่วยให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงการส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อตรวจสอบติดตาม และป้องกันความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจทำได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน
  • ส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าผ่านการอบรมพนักงาน ผู้บริหาร คู่ค้า และชุมชนด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปี

5.1, 5.5, 5.6

10.2, 10.3, 10.4

การวางแผนโยกย้ายถิ่นฐานอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และวิถีการดำรงชีพของชุมชนในพื้นที่โครงการ และอาจกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ของชุมชนทำให้บริษัทจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วม ดูแลการชดเชยอย่างเป็นธรรม และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • ดำเนินการประเมินความเสี่ยง และตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence)
  • กำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและความหลากหลายที่ชัดเจน และสื่อสารให้พนักงานทุกระดับรับทราบ
  • จัดให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกการโยกย้าย
  • จัดให้มีแนวทางการจัดการเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน
  • ศึกษาผลกระทบและวางแผนการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างรอบคอบและรอบด้าน
หมายเหตุ: จำนวนจุดสี่เหลี่ยมที่ปรากฏในตารางแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ สูง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ปานกลาง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ต่ำ
ประเด็นสำคัญ
ด้านความยั่งยืน
กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
ที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบต่อ
ผู้มีส่วนได้เสีย
การเกิดผลกระทบ ระดับผลกระทบ
ทางการเงิน
(5 ระดับ)
แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม

กรอบการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็งช่วยให้การดำเนินงานของบริษัทสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังเสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรมในทุกระดับขององค์กร

  • กำหนดโครงสร้างและนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ชัดเจน
  • ส่งเสริมความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
  • เสริมสร้างความรับผิดชอบและการกำกับดูแลในทุกระดับขององค์กรตั้งแต่ระดับกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน
  • ปลูกฝังจริยธรรมและวัฒนธรรมการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลจากการอบรมและ Compliance Journal
  • ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงระบบกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง

12.6

16.3, 16.5, 16.6, 16.7, 16.10

17.16, 17.17

การแทรกแซงจากภาครัฐในบางกระบวนการอาจเพิ่มความซับซ้อนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ บริษัทติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเหมาะสมเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามกฎหมาย

  • ติดตามและประเมินความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด
  • สื่อสารและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส
  • วางแผนการดำเนินงานและกรอบเวลาของโครงการให้มีความยืดหยุ่น
  • เสริมสร้างระบบกำกับดูแลกิจการและการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance)
  • บริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรองรับความล่าช้าหรือข้อจำกัดจากกระบวนการอนุมัติ
ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • ชุมชน
  • สังคม

ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิตเกิดจากการบริหารจัดการทรัพยากร การวางแผนการซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ

  • บริหารจัดการทรัพยากรหลักอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อการดำเนินงาน
  • จัดทำแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันและเชิงคาดการณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก
  • ติดตามสภาพเครื่องจักรและประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง
  • เตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ เครื่องมือ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • ทบทวนและปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของการผลิต

8.2, 8.3, 8.8

9.1, 9.2, 9.4

12.6

การขาดระบบเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายภายนอก กระทบต่อความพร้อมในการดำเนินงาน การจ่ายไฟฟ้า และอาจะกระทบต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ต้องปฏิบัติตามกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

  • ศึกษาและพัฒนาระบบ Black Start หรือแหล่งพลังงานสำรองที่สามารถเริ่มเดินเครื่องได้ด้วยตนเอง
  • จัดทำแผนฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) รองรับเหตุไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง
  • ทดสอบและซ้อมแผนการเริ่มเดินเครื่องและการฟื้นฟูระบบอย่างสม่ำเสมอ
  • พัฒนาทักษะและความพร้อมของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า
  • ติดตามและสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
การบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤติและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม

การฝึกอบรมและการเสริมสร้างความรู้ที่มีประสิทธิภาพ พนักงานจะสามารถป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ทั้งในการทำงานและในชีวิตส่วนตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความมั่นคงปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมายมากยิ่งขึ้น

  • บริษัทกำหนดนโยบายการเปิดเผยสารสนเทศที่สอดคล้องกับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศโดยตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
  • บริษัทได้ประเมินประสิทธิภาพระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศของบริษัท และระบบการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
  • บริษัทกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของทรัพย์สินสารสนเทศ เพื่อให้ทรัพย์สินสารสนเทศที่มีความสำคัญได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม
  • กำหนดใช้กรอบการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ตามมาตรฐาน ISO 27001 เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงด้านไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อระบุและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล และมีการวางแผนการจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐาน ISO27001
  • การจัดอบรมพนักงานในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของบุคคล

8.1, 8.6

16.3, 16.5, 16.6

ในกรณีที่การบริหารความเสี่ยงและการจัดการภาวะวิกฤตไม่มีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่การหยุดชะงักทางธุรกิจ สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกค้า และอาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกสัญญาหรือข้อเรียกร้องทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังอาจบีบให้ซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาจำเป็นต้องปรับแผนโครงการอย่างกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความน่าเชื่อถือของบริษัท

  • กำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Process) และระบุความเสี่ยงใหม่และบ่งชี้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks)
  • การสร้างส่งเสริมวัฒนธรรมความเสี่ยงในองค์กร (Risk Culture)
  • ดำเนินการ ประเมินความเสี่ยงองค์กร และติดตามมาตรการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • จัดอบรม จรรยาบรรณทางธุรกิจ ให้กับพนักงานเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง
  • เผยแพร่ Compliance Journal เป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้ความรู้ด้านความเสี่ยงแก่พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • หน่วยงานภาครัฐ
    (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชน
  • สังคม

การมีแผนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาของผู้มีส่วนได้เสีย โดยสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจ การส่งมอบที่มีเสถียรภาพ และการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบ

  • กำหนดหลักเกณฑ์และจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) ที่ชัดเจน
  • คัดเลือกและประเมินคู่ค้าโดยพิจารณาด้านคุณภาพ ความเสี่ยง และ ESG
  • สร้างความร่วมมือและสื่อสารกับคู่ค้าอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส
  • ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ
  • พัฒนาศักยภาพคู่ค้าเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

8.3, 8.8

9.1, 9.2, 9.4

12.2, 12.5, 12.6

16.5, 16.6, 16.7

17.16, 17.17

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนราคาวัตถุดิบและอุปกรณ๋ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลกระทบต่อความพร้อมในการจัดหาและต้นทุนของวัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรืออุปกรณ์การซ่อมบำรุง กระทบต่อต้นทุนการผลิตและแผนการซ่อมบำรุง

  • กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบและเชื้อเพลิง เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียวและลดความเสี่ยงจากความผันผวน
  • ติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายภาครัฐ และแนวโน้มตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด
  • วางแผนจัดหาวัตถุดิบและบริหารสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงอย่างยืดหยุ่น เพื่อรองรับความผันผวนด้านราคาและปริมาณ
  • วางแผนการจัดซื้อและนำเข้าอุปกรณ์ล่วงหน้า รวมถึงบริหารระดับสินค้าคงคลังและอะไหล่สำรองอย่างเหมาะสม
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา

การดำเนินธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาว ความยืดหยุ่นทางธุรกิจเพื่อตอบสนองทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงช่วยให้บริษัทมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • เพิ่มเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
  • ขยายธุรกิจในเชิงพื้นที่ไปสู่ประเทศอื่นในแถบอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโตในระยะยาว
  • ขยายโอกาสในการดำเนินธุรกิจด้านใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และ ผู้มีส่วนได้เสีย
  • พัฒนาโอกาสทางธุรกิจด้านใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายด้าน Net Zero ขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย

7.1, 7.2, 7.3

8.2, 8.4

9.1, 89.4

12.2, 12.6

13.1

  • พนักงาน
  • นักลงทุนและผู้ถือหุ้น
  • สถาบันการเงิน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา

หากบริษัทขาดความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและไม่สามารถปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้ อาจส่งผลให้ขาดความสามารถในการแข่งขัน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียหากการดำเนินธุรกิจของบริษัทขาดความยืดหยุ่นและไม่สามารถรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้ บริษัทจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

  • มีกำหนดนโยบายการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management)
  • กำหนดตั้งเป้าหมายการดำเนินงานด้านธุรกิจและจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจ
  • มีการติดตามละปรับปรุงแนวทาง บริหารความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
  • อย่างต่อเนื่องการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
หมายเหตุ: จำนวนจุดสี่เหลี่ยมที่ปรากฏในตารางแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ สูง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ปานกลาง
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ ต่ำ
  1. สิทธิในการมีชีวิต
  2. สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
  3. สิทธิที่จะไม่ตกเป็นทาสและแรงงานบังคับ / สิทธิที่บุคคลไม่ควรถูกปฏิบัติเยี่ยงทาส รวมทั้งการบังคับใช้แรงงาน
  4. สิทธิที่จะไม่ถูกกระทำการทรมาน การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรี
  5. สิทธิการระลึกถึงตัวตนของบุคคลก่อนการมีกฎหมาย / สิทธิในการได้รับความเท่าเทียมกับบุคคลอื่น และการเคารพความเป็นบุคคลของกันและกัน แม้ปราศจากซึ่งกฎหมายรองรับ
  6. สิทธิเท่าเทียมของบุคคลตามกฎหมาย ทั้งด้านการได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
  7. สิทธิในการเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล
  8. สิทธิการได้รับกระบวนการทางศาลที่เป็นธรรม
  9. สิทธิในการแต่งงานและสร้างครอบครัว
  10. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน / สิทธิที่จะเป็นเจ้าของสิ่งของและทรัพย์สินของตนเอง และไม่มีใครมีสิทธิที่จะเอาทรัพย์สินของเราไปโดยที่เราไม่อนุญาต
  11. สิทธิในการมีอิสระทางความคิด และนับถือศาสนา
  12. สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เข้าถึงข้อมูล และแสดงออก / สิทธิในการมีอิสรภาพที่จะพูดหรือแสดงออก ในสิ่งที่คิด และแบ่งปันความเห็นให้คนอื่นได้ทราบ รวมถึงได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
  13. สิทธิในการชุมนุม / สิทธิในการมีเสรีภาพที่จะชุมนุมเพื่อร่วมกันทำงานที่สร้างสรรค์
  14. สิทธิในเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม เพื่อปกป้องประโยชน์ของตน
  15. สิทธิในการมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะ / กิจกรรมสาธารณะ
  16. สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการสังคม เช่น ประกันสังคม
  17. สิทธิในการทำงาน
  18. สิทธิในการได้รับสภาพเงื่อนไขการทำงานที่เป็นธรรมและน่าพอใจ
  19. สิทธิในการก่อตั้ง เข้าร่วมสหภาพแรงงาน และการผนึกกำลังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในการทำงาน
  20. สิทธิที่จะได้รับการดำรงชีวิตที่ดี เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และการบริการสาธารณะ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตที่ดี
  21. สิทธิด้านสุขภาพ
  22. สิทธิด้านการศึกษา
  23. สิทธิในการเข้าร่วมวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาทางวัตถุ และการรักษาสิทธิ
  24. สิทธิเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
การสนับสนุุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเข้าร่วมข้อตกลงโลกของสหประชาชาติ (GRI 2-23)​

การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทในทิศทางที่สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมอย่างแท้จริง บริษัทได้นำหลักการด้านความยั่งยืนและแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล มาปรับใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการพัฒนาความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และหลักการ UN Global Compact ขององค์การสหประชาชาติ มาประกอบการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ของบริษัท โดยเชื่อมโยงกับ SDGs 13 เป้าหมาย จากทั้งหมด 17 เป้าหมาย เพื่อให้บริษัทมีทิศทางที่ชัดเจน มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องและเหมาะสมกับเป้าหมาย SDGs รวมถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ ลักษณะการประกอบธุรกิจ แผนกลยุทธ์ และประเด็นสําคัญต่อความยั่งยืนและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นไปอย่างรอบด้าน ครอบคลุม และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

การเข้าร่วมข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ UNITED NATIONS GLOBAL COMPACT

บริษัทตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในฐานะบรรษัทพลเมืองที่ดี พร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมเป็นสมาชิก ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) ในฐานะสมาชิกของบริษัท ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงการยึดมั่นใน หลักการสากล 10 ประการ ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้าน สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต แต่ยังมุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยผนวกหลักการเหล่านี้เข้ากับการดำเนินงานขององค์กร เพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม

นอกจากนี้ CKPower ยังมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เพื่อยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนในระดับประเทศและระดับสากลอย่างแท้จริง ผ่านการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความคาดหวังของประชาคมโลก

United Nations Global Compact: UN Global Compact

บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิก UN Global Compact ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยดําเนินธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทางข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ ในฐานะสมาชิกภายใต้หลักสากล 10 ประการ ภายใต้ความรับผิดชอบพื้นฐานในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต

เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN)

บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) และได้รับการรับรองเป็น องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization: CALO) ประเภทดีเด่น ประจำปี 2567

สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (Thai Renewable Energy (RE100) Association)

บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (Thai Renewable Energy (RE100) Association)

สมาชิกประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน (Sustainability Disclosure Community: SDC)

บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิกประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือ Sustainability Disclosure Community โดยสถาบันไทยพัฒน์

สมาชิกเครือข่าย CSR-DIW Network

บริษัทเข้าร่วมเป็นสมาชิก CSR-DIW Network เครือข่ายสนับสนุน เพื่อโรงไฟฟ้าอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

รายงานความยั่งยืน ปี 2568