ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (GRI 3-1, 3-2)

กระบวนการระบุประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัท

ในปี 2567 บริษัทได้จัดทำกระบวนการประเมินประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนที่สำคัญกับธุรกิจ (Materiality Assessment) และมีการทบทวนเป็นประจำทุกปี ตามมาตรฐานการรายงานระดับสากล หรือ Global Reporting Initiative (GRI Standard) โดยในปีนี้เป็นการประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน Double Materiality ตาม GRI Standard 2021 โดยคำนึงถึง

ผลกระทบขององค์กรต่อภายนอก (Inside-out) และ

ผลกระทบของภายนอกต่อองค์กร (Outside-in)

การมองผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่จะกระทบกับธุรกิจ

ซึ่งกระบวนการประเมินได้ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืน (Sustainability Impact) ร่วมกับการประเมินผลกระทบทางการเงิน (Financial Impact) รวมไปถึงการพิจารณาความสำคัญต่อการสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และมีการคำนึงถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในการวิเคราะห์ผลกระทบร่วมด้วย อีกทั้งยังดำเนินการปรึกษาขอคำแนะนำกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานและการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และเพื่อให้มั่นใจในความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของกระบวนการและผลลัพธ์ของการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เปิดเผยต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รายงานฉบับนี้ได้รับการตรวจประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากหน่วยงานรับรองอิสระภายนอกเพื่อดำเนินการตรวจสอบกระบวนการและผลลัพธ์ อีกทั้งประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนในรายงานฉบับนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัท คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท โดยมีกระบวนการระบุประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัท แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่
1

การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการสร้างการมีส่วนร่วม

ขั้นตอนที่
2

การระบุและการทำความเข้าใจผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญตามความยั่งยืน

ขั้นตอนที่
3

การยืนยันผลกระทบจากประเด็นที่สำคัญตามมุมมองกับผู้มีส่วนได้เสียและประเมินผลกระทบ

ขั้นตอนที่
4

การประเมินและการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ

ผลการวิเคราะห์

การรายงาน ทบทวน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่
5

การกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการสร้างการมีส่วนร่วม

กำหนดประเด็นความยั่งยืนสำหรับการรายงาน
ผลการวิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืน
สิ่งแวดล้อม
  • การจัดการพลังงานและ
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ
สังคม
  • การดูแลชุมชนและสังคม
  • การเคารพสิทธิมนุษยชน
  • อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
  • การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
  • การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • การบริหารความเสี่ยงและการจัดการและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  • ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
  • ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
  • การต่อต้านคอร์รัปชัน
  • การบริหารจัดการความมั่นคงของลูกค้า
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจบริบทของ องค์กรและระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง

บริษัททำการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ได้แก่ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก เช่น กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และบริเวณที่ตั้งของสถานประกอบการ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและในอุตสาหกรรม ปัจจัยความเสี่ยงและโอกาสที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในอนาคต รวมถึงหลักสิทธิมนุษยชนสากลและเหตุการณ์ในอดีต มีการวิเคราะห์กิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจควบคู่เพื่อระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับและอาจได้รับผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบโดยตรงและทางอ้อมจากการดำเนินการของบริษัท ซึ่งมีรายละเอียดผลการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าในรายงาน 56-1 one report ส่วนที่ ข้อ 3 หลังจากนั้น บริษัท จึงทำการระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของบริษัทซึ่งครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยได้นำประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2566 มาทบทวนร่วมกับปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ได้กล่าวข้างต้น นอกจากนี้บริษัทได้ศึกษาและเทียบเคียงประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ประกอบด้วย ดัชนีความยั่งยืน ESG จาก Morgan Stanley Capital International (MSCI) ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Down Jones Sustainability Indices: DJSI) และคณะกรรมการว่าด้วยมาตรฐานทางบัญชีความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) หน่วยงานประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Sustainalytics) การจัดอันดับด้านความยั่งยืน (ESG: Environmental, Social, Governance) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET ESG Rating) แนวทางข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact: UNGC) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2: การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและโอกาสเกิดขึ้น โดยการวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บริษัททำการระบุผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและมีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Actual and Potential Impact) สำหรับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพิจารณาผลกระทบจากประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่มีผลกระทบในระยะสั้นหรือผลกระทบในระยะยาว รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท

โดยการประเมินผลกระทบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้:

ผลกระทบทางด้านการเงิน (Financial Impact): โดยประเมินโอกาสและความเสี่ยงในผลกระทบที่ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร การดำเนินธุรกิจ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ทั้งนี้หากมีการวางแผนการจัดการและการบริหารงานที่ก็จะสร้างโอกาสและผลตอบแทนทางด้านธุรกิจ

ผลกระทบด้านความยั่งยืน (Sustainability Impact): มีการประเมินผลกรทบทางบวกและทางลบ ที่เป็นผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย

ขั้นตอนที่ 3: การจัดทำการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

สัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียเพื่อยืนยันผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน หลังจากนั้น บริษัทกำหนดเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านความยั่งยืนเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • ขอบเขต (Scope)
  • ระดับความรุนแรง (Scale)
  • ความสามารถในการเยียวยาหรือการฟื้นฟู (Remediability)
  • ระดับโอกาสการเกิดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Likelihood)

ทั้งนี้ การประเมินครอบคลุมผลกระทบทางด้านการเงินและความยั่งยืน ได้ประเมินตาม โดยกำหนดระดับมูลค่าความเสียหาย (Magnitude) และโอกาสเกิดผลกระทบ (Likelihood) เพื่อจัดลำดับความสำคัญและกำหนดมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสมในเชิงกลยุทธ์ ทั้งด้านความยั่งยืนและด้านการเงิน

ขั้นตอนที่ 4: การประเมินและการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ

บริษัทจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบโดยประเมินคะแนนระดับผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและบริษัทอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก และผลกระทบต่อด้านการเงินที่ระดับ 3 ระดับ

  1. ผลกระทบในแต่ละประเด็นสำคัญฯ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตแล้วปัจจุบันและที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต สามารถพิจารณาได้ทั้งในเชิงบวกและลบ
  2. ผลกระทบด้านการเงินต่อบริษัทจะแบ่งเป็น 5 ระดับคือผลกระทบในระดับ ตามเกณฑ์

นอกจากนี้มีการจำแนกประเด็นสำคัญออกเป็น ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Materiality topic) และประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Business fundamental topic) โดยประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนนั้น ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัท/คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน/ผู้บริหารระดับสูง การทบทวนผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส การประเมินและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน และตรวจสอบผล การสรุปประเด็นด้านความยั่งยืน เพื่อนำไปรายงาน ทบทวน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 5: การรายงาน ทบทวน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทได้วางแผนและกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบเชิงลบของประเด็นที่มีความสำคัญด้านความยั่งยืน และประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งในกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญได้ผ่านการนำเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการของบริษัท คณะกรรมการบรรษัทภิบาล บริหารความเสี่ยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะกรรมการขับเคลื่อนความยั่งยืน และผู้บริหารระดับสูง เพื่อพิจารณาและขอความเห็นชอบในการเปิดเผยข้อมูล โดยบริษัทจัดให้มีการทบทวนกระบวนการ และมีการเปิดเผยข้อมูลในรายงานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทมีโอกาสได้พิจารณาถึงผลกระทบและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี

ผลการวิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญของบริษัท

การวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและการจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนทำช่วยให้บริษัทสามารถ ระบุและสรุปประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อธุรกิจได้ทั้งหมด 14 ประเด็น ซึ่งครอบคลุมทั้งในมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Materiality Topics) จำนวน 7 ประเด็น
  • ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Business Fundamental Topics) จำนวน 7 ประเด็น
ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ

ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญ (Materiality Topics) : ประเด็นเหล่านี้ถูกพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อ เป็นประเด็นความยั่งยืนที่ผ่านการพิจารณาจากผลกระทบต่อทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก รวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยมุ่งเน้นประเด็นที่ส่งผลกระทบในระดับสูงถึงสูงมาก และมีการดำเนินงานที่จริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร อีกทั้งยังครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสนใจมากที่สุดในปีนี้ รวมทั้งหมด 7 ประเด็น

ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท: (Business Fundamental Topics): เป็นประเด็นพื้นฐานที่บริษัทจำเป็นต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องตามกฎหมาย มาตรฐาน หรือแนวปฏิบัติทั่วไปทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล หากขาดประเด็นพื้นฐานดังกล่าวไป อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ได้การบริหารจัดการประเด็นพื้นฐานเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ถือเป็น ปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน และการเติบโตใน อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน โดย CKPower มุ่งมั่นดำเนินงานอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และนำไปสู่ ความสำเร็จที่แท้จริง รวมทั้งหมด 7 ประเด็น

มิติ
ประเด็นความยั่งยืนที่มีความสำคัญของบริษัท
ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ความหลากหลายทางชีวภาพ
การดูแลชุมชนและสังคม
การเคารพสิทธิมนุษยชน
การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
การบริหารจัดการความเสี่ยงและการวิกฤติ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
การจัดการนวัตกรรม
การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
C
ไฟฟ้าสะอาด
สิ่งแวดล้อม
CKPower มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมคงไว้ซึ่งศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ
K
เพื่อนบ้านที่ดี
สังคม
CKPower มุ่งมั่นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมคงไว้ซึ่งศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ
P
พันธมิตรที่ยั่งยืน
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
CKPower เสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจใหม่ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาค และส่งมอบผลตอบแทนที่เป็นธรรมและยั่งยืนแก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้น
สิ่งแวดล้อม
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
สังคม
การดูแลชุมชนและสังคม
การเคารพสิทธิมนุษยชน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
การบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร
บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ
ความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพและความพร้อมของการดำเนินการผลิต
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
การจัดการนวัตกรรม
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การเปลี่ยนแปลงประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนจากปี 2566 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (12 ประเด็นในปี 2566)

บริษัทได้ระบุ 12 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน และ 2 ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า และ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับปี 2567 บริษัทได้ปรับโครงสร้างประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนใหม่ โดยระบุ 7 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน และ 7 ประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ความยั่งยืนของ CKPower ประจำปี 2565-2569 ทั้ง 5 กลยุทธ์

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและการพิจารณาร่วมกับผู้บริหาร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่ม 2 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ได้แก่

  • การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม – เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
  • การบริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤติ รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล – เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านเทคโนโลยีและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ส่วนประเด็นอื่นๆ ได้รับการปรับให้อยู่ใน กลุ่มประเด็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจขององค์กร

กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย การเกิดผลกระทบ ผลกระทบทางการเงิน (5 ระดับ) แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติสิ่งแวดล้อม
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • ชุมชนและสังคม
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    (กระทรวงพลังงาน ฯลฯ)
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนของลูกค้าและนักลงทุน การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท ลดผลกระทบทางธรรมชาติอาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ตอบโจทย์ลูกค้า นักลงทุนที่ต้องการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน
  • กำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงาน และนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • ขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและประยุกต์นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า
  • เผยแพร่และแนวทางการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปใช้ในชุมชนและสังคม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียภายในและภายนอกองค์กร
  • ส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร
  • เพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
7.1, 7.2, 7.3
9.1, 9.4, 9.5
13.1, 13.2, 13.3
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อด้านน้ำและแสงแดด กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท เช่น ปริมาณน้ำฝน หรือแสงแดดที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้า
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม
  • จัดทำการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดแนวทางการรับมือ
  • ใช้ระบบพยากรณ์ด้านอุตุนิยมวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อวางแผนและบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม เพิ่มความแม่นยำ
  • ในการบริหารจัดการปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ เพื่อการวางแผนผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการลดต้นทุนต่อหน่วย
  • ประยุกต์ใช้นวัตกรรมประเมินการบริหารจัดการการใช้น้ำสำหรับกระบวนการผลิตสำหรับโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น
การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • ชุมชนและสังคม
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    (กระทรวงพลังงาน ฯลฯ)
การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดการเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้มีส่วนได้เสีย
  • กำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • มีกระบวนการติดตามและควบคุมตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมของบริษัท
12.2, 12.4, 12.5, 12.6
13.1, 13.2, 13.3
ถ้าบริษัทไม่มีการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้า อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ทั้งโรงไฟฟ้าและการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในบริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้า
  • มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องตามมาตรฐานกฎหมาย และมาตรฐานสากล
  • จัดการน้ำ ของเสียทั่วไปและของเสียอันตราย และควบคุมคุณภาพ อากาศให้อยู่ในมาตรฐานทางกฎหมาย ส่งเสริมการคิดค้น นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • กำหนดเกณฑ์ในการคัดกรองด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้า
การวางระบบการจัดการทรัพยากรน้ำและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนด้านทรัพยากรน้ำของบริษัทมีการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับ ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไว้ใช้ในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำได้
  • วางแผนและบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานในพื้นที่ ลูกค้า และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า
  • ในโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีการกักเก็บน้ำสำรองในฤดูแล้ง เพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตพลังงานและการใช้งานของชุมชน
การขาดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อาจ ทำให้เกิดความความเสี่ยงทางธุรกิจจากการขาดแคลนน้ำหรือปัญหา จากปริมาณน้ำที่มากเกินไป
  • ใช้ระบบพยากรณ์ด้านอุตุนิยมวิทยา (Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System) เพื่อพยากรณ์ปริมาณ น้ำในแต่ละโรงไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ เพื่อการวางแผนผลิตพลังงาน ที่มีประสิทธิภาพและการลดต้นทุนต่อหน่วย
  • ประยุกต์ใช้นวัตกรรมประเมินการบริหารจัดการการใช้น้ำสำหรับ กระบวนการผลิตสำหรับโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น
ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ชุมชนและสังคม
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ไทยและสปป.ลาว)
  • พนักงาน
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จัดการความหลากหลายทางชีวภาพช่วยลด ความเสี่ยงและผลกระทบด้านลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย
  • การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ก่อนการดำเนินโครงการทุกโครงการและ การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การติดตาม ระบบนิเวศปลาในเขื่อนหรือสายพันธุ์ปลา
  • นำนวัตกรรมมาติดตามการอพยพของปลา เพื่อใช้เป็นข้อมูล การวางแผนเชิงนิเวศและลดผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบด้านลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้น จากการดำเนินธุรกิจ
  • จัดสรรงบประมาณในโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
15.1, 15.2, 15.3, 15.5, 15.9, 15.a
ถ้าบริษัทไม่มีการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ในการดำเนินธุรกิจของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อาจจะส่งผลกระทบทางลบ ต่อระบบนิเวศโดยรอบโรงไฟฟ้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และการดำเนินโครงการในอนาคต
  • กำหนดนโยบายการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • วางแผนการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ และดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพผ่าน โครงการต่าง ๆ
  • จัดทำแผนงานความหลากหลายทางชีวภาพและแผนงานการติดตาม ตรวจสอบ
  • การสนับสนุนการปลูกต้นไม้และการฟื้นฟูป่าในพื้นที่รอบโครงการ รวมถึงการลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้จากการก่อสร้างและ การดำเนินงาน โดยร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่
  • ดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures: TNFD)
หมายเหตุ: จำนวนจุดสีเขียวที่ปรากฏในตาราง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “สูง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “ปานกลาง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทในระดับ “ต่ำ”
ผลกระทบเชิงบวก
ผลกระทบเชิงลบ
กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย การเกิดผลกระทบ ผลกระทบทางการเงิน (5 ระดับ) แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติสังคม
การดูแลชุมชนและสังคม
  • ชุมชนและสังคม
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ไทยและสปป.ลาว)
  • พนักงาน
  • ลูกค้า
ช่วยให้ชุมชนมีความรับรู้ความเข้าใจในการทำงานของโรงไฟฟ้า เกิดความเข้าใจที่ดี ช่วยส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและเพิ่มอาชีพ ลดการเกิดข้อพิพาทระหว่างบริษัทและชุมชนโดยรอบ รวมถึงส่งผล ต่อภาพลักษณ์องค์กรที่ดี
  • การจัดทำกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นและงานเสวนาร่วมกับชุมชน รอบโรงไฟฟ้าเป็นประจำทุกปี
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ตามกรอบ การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR Strategy Framework) เช่น โครงการไฟฟ้าจะอุ่นเพื่อสังคม ส่งเสริมความรู้ด้านพลังงาน หมุนเวียน การปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนา อาชีพ สร้างรายได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน
  • การส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น สนับสนุนการจ้างแรงงานจาก ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพื่อช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่
3.4, 3.9
8.8, 8.96
11.4, 11.6
13.1, 13.2
การปฏิบัติงานของโรงไฟฟ้าอาจจะส่งผลต่อวิถีชีวิตชุมชน ความเป็นอยู่ ของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
  • กำหนดนโยบายการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • จัดทำการประเมินผลกระทบและการมีส่วนร่วมกับชุมชน
  • ตามกฎหมายทั้งก่อนการก่อสร้างและระหว่างการก่อสร้าง และ ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้า
  • การดำเนินกิจกรรมและโครงการการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม ที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • มีช่องทางรับข้อร้องเรียนและการบริหารจัดการลดผลกระทบ การเยียวยา
การเคารพสิทธิมนุษยชน
  • พนักงาน
  • ชุมชนและสังคม
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ไทยและสปป.ลาว)
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
การส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนช่วยให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมกับ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงการส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน
  • การกำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อตรวจสอบติดตามและป้องกัน ความเสี่ยงจากสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทานที่สอดคล้องตาม มาตรฐานสากลจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจทำได้อย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน
  • ส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทานผ่านการอบรมพนักงาน ผู้บริหาร คู่ค้า และชุมชนด้านสิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปี
5.1, 5.5, 5.6
10.2, 10.3, 10.4
ถ้ามีการละเมิดแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนส่งผลให้เกิดผลกระทบทั้ง ด้านการเงินในเรื่องของค่าร้องเรียนหรือค่าปรับที่อาจจะเกิดขึ้นรวมถึง การสูญเสียความเชื่อมั่นและชื่อเสียงของบริษัท
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่าง รอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD)
  • จัดทำโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการเคารพ สิทธิมนุษยชนในโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ
  • จัดให้มีแนวทางการจัดการเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดให้มีช่องทางการร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน
หมายเหตุ: จำนวนจุดสีเขียวที่ปรากฏในตาราง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “สูง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “ปานกลาง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทในระดับ “ต่ำ”
ผลกระทบเชิงบวก
ผลกระทบเชิงลบ
กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย การเกิดผลกระทบ ผลกระทบทางการเงิน (5 ระดับ) แนวทางการจัดการ SDGs
เกิดขึ้นแล้วและปัจจุบัน (Actual) มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต (Potential)
มิติธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ
การบริหารจัดการความเสี่ยงและการวิกฤติ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  • ลูกค้า
  • พนักงาน
  • ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ไทยและสปป.ลาว)
  • ชุมชนและสังคม
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างดี โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ที่อาจส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ การบริหารความเสี่ยงที่ดีช่วยลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • กำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Process) และระบุความเสี่ยงใหม่และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks)
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมความเสี่ยงในองค์กร (Risk Culture)
  • ดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุมและกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • จัดอบรมจริยธรรมทางธุรกิจให้กับพนักงานเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง จรรยาบรรณทางธุรกิจ
  • เผยแพร่ Compliance Journal เป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้ความรู้ด้านความเสี่ยงแก่ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร และสื่อสารให้ความรู้ด้านความเสี่ยงผ่าน Compliance Journal เป็นประจำทุกไตรมาส
8.1, 8.6
16.3, 16.5, 16.6
การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤติและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
การขาดความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการดำเนินงาน การรั่วไหล ของข้อมูล และการสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม และลดความพึงพอใจของ ผู้มีส่วนได้เสีย
  • บริษัทกำหนดนโยบายการเปิดเผยสารสนเทศที่สอดคล้องกับแนวทาง การเปิดเผยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดย คำนึงถึงการคุ้มครองทรัพย์ ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
  • บริษัทได้ประเมินประสิทธิภาพระบบการรักษาความปลอดภัยของ ระบบสารสนเทศของบริษัท และระบบการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้า อย่างสม่ำเสมอ
  • บริษัทกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของทรัพย์สินสารสนเทศ เพื่อให้ทรัพย์สินสารสนเทศที่มีความสำคัญ ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม
  • กำหนดให้มีกรอบการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ตาม มาตรฐาน ISO 27001:2013 เพื่อจัดลำดับความเสี่ยง ด้านไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อระบุและจัดลำดับความสำคัญ ของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล และมีการวางแผน การจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐาน ISO 27001:2022 ที่มี การปรับปรุงจาก Version 2013
  • การจัดอบรมพนักงานในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักและลดความเสี่ยง จากความผิดพลาดของบุคคล
8.1, 8.6
16.3, 16.5, 16.6
ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
  • ลูกค้า
  • พนักงาน
  • ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
  • การดำเนินธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวตาม สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาว
  • ความยืดหยุ่นทางธุรกิจเพื่อตอบสนองทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ช่วยให้บริษัทมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • จัดทำกลยุทธ์และแนวทางดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม
  • เสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิ
  • ขยายธุรกิจในพื้นที่ที่มีประโยชน์ในแถบอาเซียน
  • พัฒนาศักยภาพธุรกิจด้านโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) เพื่อตอบสนอง เป้าหมายด้าน Net Zero ขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย
7.1, 7.2, 7.3
8.2, 8.4
9.1, 9.4
12.2, 12.6
13.1
  • ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
  • ลูกค้า
  • คู่ค้าและผู้รับเหมา
  • พนักงาน
หากบริษัทขาดความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและไม่สามารถปรับตัว ต่อความเสี่ยงในอนาคตได้อาจส่งผลให้ขาดความสามารถในการแข่งขัน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย หากการดำเนินธุรกิจ ของบริษัทขาดความยืดหยุ่นและไม่สามารถปรับตัวได้ บริษัทจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อ ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
  • กำหนดนโยบายการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management)
  • กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานด้านธุรกิจและจัดทำแผน การดำเนินธุรกิจ
  • มีการติดตามและปรับปรุงแนวทางการบริหารความเสี่ยงและ เพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานตามแผน กลยุทธ์ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
หมายเหตุ: จำนวนจุดสีเขียวที่ปรากฏในตาราง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “สูง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านการเงินต่อบริษัทในระดับ “ปานกลาง”
หมายถึง ผลกระทบหรือโอกาสจากประเด็นสำคัญในด้านผลกระทบทางการเงินต่อบริษัทในระดับ “ต่ำ”
ผลกระทบเชิงบวก
ผลกระทบเชิงลบ
  1. สิทธิในการมีชีวิต (Right to life)
  2. สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุและโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย (Right to liberty and security (including freedom from arbitrary arrest, detention or exile)
  3. สิทธิที่จะไม่ตกเป็นทาสและแรงงานบังคับ / สิทธิที่บุคคลไม่ควรถูกปฏิบัติเยี่ยงทาส รวมทั้งการบังคับใช้แรงงาน (Right not to be subjected to slavery, servitude or forced labour)
  4. สิทธิที่จะไม่ถูกกระทำการทรมาน การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ำยีศักดิ์ศรี (Right not to be subjected to torture, cruel, inhuman and/or degrading treatment or punishment)
  5. สิทธิการระลึกถึงตัวตนของบุคคลก่อนการมีกฎหมาย / สิทธิในการได้รับความเท่าเทียมกับบุคคลอื่น และการเคารพความเป็นบุคคลของกันและกัน แม้ปราศจากซึ่งกฎหมายรองรับ (Right to recognition as a person before the law)
  6. สิทธิเท่าเทียมของบุคคลตามกฎหมาย ทั้งด้านการได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ (Right to equality before the law, equal protection of the law, non-discrimination)
  7. สิทธิในการเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล (Right to access to effective remedies)
  8. สิทธิการได้รับกระบวนการทางศาลที่เป็นธรรม (Right to a fair trial)
  9. สิทธิในการแต่งงานและสร้างครอบครัว (Right to marry and form a family)
  10. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน / สิทธิที่จะเป็นเจ้าของสิ่งของและทรัพย์สินของตนเอง และไม่มีใครมีสิทธิที่จะเอาทรัพย์สินของเราไปโดยที่เราไม่อนุญาต (Right to own property)
  11. สิทธิในการมีอิสระทางความคิด และนับถือศาสนา (Right to freedom of thought, conscience and religion)
  12. สิทธิในการแสดงความคิดเห็น เข้าถึงข้อมูล และแสดงออก / สิทธิในการมีอิสรภาพที่จะพูดหรือแสดงออก ในสิ่งที่คิด และแบ่งปันความเห็นให้คนอื่นได้ทราบ รวมถึงได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง (Right to freedom of opinion, information and expression)
  13. สิทธิในการชุมนุม / สิทธิในการมีเสรีภาพที่จะชุมนุมเพื่อร่วมกันทำงานที่สร้างสรรค์ (Right to freedom of assembly)
  14. สิทธิในเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม เพื่อปกป้องประโยชน์ของตน (Right to freedom of association)
  15. สิทธิในการมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะ / กิจกรรมสาธารณะ (Right to participate in public life)
  16. สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการสังคม เช่น ประกันสังคม (Right to social security, including social insurance)
  17. สิทธิในการทำงาน (Right to work)
  18. สิทธิในการได้รับสภาพเงื่อนไขการทำงานที่เป็นธรรมและน่าพอใจ (Right to enjoy just and favorable conditions of work including rest and leisure)
  19. สิทธิในการก่อตั้ง เข้าร่วมสหภาพแรงงาน และการผนึกกำลังเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในการทำงาน (Right to form trade unions and join the trade unions, and the right to strike)
  20. สิทธิที่จะได้รับการดำรงชีวิตที่ดี เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และการบริการสาธารณะ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตที่ดี (Right to an adequate standard of living (housing, food, water and sanitation))
  21. สิทธิด้านสุขภาพ (Right to health)
  22. สิทธิด้านการศึกษา (Right to education)
  23. สิทธิในการเข้าร่วมวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม ได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาทางวัตถุ และการรักษาสิทธิของผู้ประพันธ์ (Right to take part in cultural life, benefit from scientific progress, material and moral rights of authors and inventors)
  24. สิทธิเสรีภาพในการกำหนดวิถีชีวิตตนเองและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (Right to self-determination and natural resources)
การสนับสนุุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเข้าร่วมข้อตกลงโลกของสหประชาชาติ (GRI 2, GRI 3)

การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทในทิศทางที่สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมอย่างแท้จริง บริษัทได้นำหลักการด้านความยั่งยืนและแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล มาปรับใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านการพัฒนาความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และหลักการ UN Global Compact ขององค์การสหประชาชาติ มาประกอบการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ ของบริษัท โดยเชื่อมโยงกับ SDGs 13 เป้าหมาย จากทั้งหมด 17 เป้าหมาย เพื่อให้บริษัทมีทิศทางที่ชัดเจน มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องและเหมาะสมกับเป้าหมาย SDGs รวมถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ ลักษณะการประกอบธุรกิจ แผนกลยุทธ์ และประเด็นสําคัญต่อความยั่งยืนและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นไปอย่างรอบด้าน ครอบคลุม และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

การเข้าร่วมข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ UNITED NATIONS GLOBAL COMPACT

บริษัทตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในฐานะบรรษัทพลเมืองที่ดี พร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การเข้าร่วมเป็นสมาชิก ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact: UN Global Compact) ในฐานะสมาชิกของบริษัท ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงการยึดมั่นใน หลักการสากล 10 ประการ ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้าน สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต แต่ยังมุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยผนวกหลักการเหล่านี้เข้ากับการดำเนินงานขององค์กร เพื่อสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม

นอกจากนี้ CKPower ยังมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เพื่อยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนในระดับประเทศและระดับสากลอย่างแท้จริง ผ่านการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความคาดหวังของประชาคมโลก