เรียน ท่านผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ปี 2564 นับเป็นอีกปีที่ท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม ถึงกระนั้น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ยังคงเติบโตแบบก้าวกระโดดและมีแผนการขยายการลงทุนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับตัวรับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากบริษัทและบริษัทในเครือซีเค พาวเวอร์ สามารถผลิตและส่งไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (EdL) รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้า รายย่อยได้ตามสัญญาอย่างต่อเนื่อง สร้างผลกำไรสุทธิได้ถึง 2,179 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 438 เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจปกติจำนวน 405 ล้านบาท รวมถึงการที่ทริสเรทติ้ง ได้คงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ "A" ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ ”คงที่"

นอกจากนี้ ในปี 2564 ยังตอกย้ำความสำเร็จอีกก้าวของกลุ่ม ซีเค พาวเวอร์ กล่าวคือ บริษัทในเครือ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนใน สปป.ลาว ได้รับการรับรอง ISO เพิ่มเติม จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (British Standards Institution หรือ BSI) สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพของบริษัทในเครือซีเค พาวเวอร์ ตลอดจนมาตรฐานการดำเนินงานเทียบเท่าระดับสากล โดย XPCL ได้รับใบรับรอง ISO จำนวน 3 ใบ ได้แก่ ISO 9001: มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ, ISO 14001 : มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001: มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำหรับ NN2 ได้รับใบรับรอง ISO เพิ่มจำนวน 1ใบ ได้แก่ ISO 14001: มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

ด้วยเป้าหมายการเติบโตในด้านการพัฒนาพลังงานสะอาดและวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ประเด็นเรื่องความยั่งยืนจึงถูกตั้งให้เป็นพันธกิจหลักและวัฒนธรรมองค์กรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทยังคงมุ่งสนับสนุนนโยบายการลดคาร์บอนสอดคล้องกับเมกะเทรนด์พลังงานโลก โดยมีเป้าหมายการขยายธุรกิจ ให้เติบโตมากกว่าเท่าตัวภายในปี 2567 ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นเป็น 4,800 เมกะวัตต์ พัฒนาโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งใหม่ทั้งหมดจะมาจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่มีระดับคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมและเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการมุ่งสู่สังคมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2608

ด้านผลประกอบการ โดยรวมกำไรสุทธิในปี 2564 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 438 เมื่อเทียบกับปี 2563 เป็นผลมาจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีสูงกว่าปี 2563 อย่างมีสาระสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า พลังน้ำ ไซยะบุรี จากร้อยละ 37.5 เป็นร้อยล่ะ 42.5 ทำให้การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น บริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงสำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยมีอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ต่ำเพียง 0.65 เท่า ขณะเดียวกัน ก็มีงบดุลที่แข็งแกร่ง พร้อมกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ทำกับ กฟผ.สะท้อนแนวทางการบริหารงานของบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการวางแผนการทำกิจกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) อย่างเป็นระบบโดยยึดหลักการ ESG ทั้ง 3 มิติ คือ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UNSDGs) ทำให้ปี 2564 นับได้ว่าเป็นปีแห่งความภาคภูมิใจอีกปีของบริษัทที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ การได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ได้รับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการ ที่ดีในระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors: IOD) ได้รับรางวัล ESG Corporate Awards 2021 ระดับ Gold จาก The Asset เป็นการยืนยันว่าบริษัทมีการกำกับดูแลตอบโจทย์เรื่อง ESG ทั้ง 3 มิติ ที่มีความโปร่งใส และสามารถ ตรวจสอบได้ และรางวัล Asian Power Awards ปี 2564 สาขาผู้พัฒนานวัตกรรมการเทคโนโลยีพลังงานแห่งปี (Innovative Power Technology of the Year) จากการคิดค้นโครงการนวัตกรรมต่างๆ ของพนักงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รางวัลทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนอีกก้าวแห่งความสำเร็จ ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงกล่าวได้ว่าในปีที่ผ่านมานี้ บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายและมีความก้าวหน้าในมิติที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ไม่ว่าจะเป็นด้านการเติบโต (Growth) การสร้างผลกำไร (Profitability) และการสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งล้วนแต่เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและ ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระยะยาวอีกด้วย

ในนามคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ผมขอขอบคุณ ผู้ถือหุ้น สถาบันการเงิน พันธมิตร และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคอาเซียน ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วยการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการพัฒนา ไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยหลักการกำกับดูแลที่ดี การมีความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการไม่หยุดที่จะปรับตัวและพัฒนาธุรกิจแห่งอนาคต เพื่อให้ต่อยอดความสำเร็จ จนเป็นที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลทั้งในด้านของความแข็งแกร่งทางธุรกิจและความยั่งยืน

ดร. ทนง พิทยะ

ประธานกรรมการบริษัท