ความท้าทาย (GRI 103-1)

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค พฤติกรรมการบริโภค และสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นวัตกรรมจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ ที่ช่วยให้ยกระดับขีดความสามารถของบริษัทฯ สามารถปรับตัว และรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยบริษัทฯ เชื่อว่าการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมจะช่วยให้บริษัทฯ ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีให้กับลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น กระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กรจึงเป็นความท้าทายและโอกาสในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า ให้สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภค ภายใต้การคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีในสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

การดำเนินงาน (GRI 103-2)

บริษัทฯ กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นความสำคัญในการจัดการนวัตกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การปฏิบัติงานของบุคลากร การเลือกใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ตลอดจนพัฒนาระบบการบริหารจัดการต้นทุนที่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม

นวัตกรรมและผลการดำเนินงานปี 2563 (GRI 103-3)

โครงการนวัตกรรม 6โครงการ ค่าใช้จ่ายของบริษัทที่สามารถลดได้จากนวัตกรรม ประมาณ 18,409,417 บาท

นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรม

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำต้นแบบแห่งแม่น้ำโขงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีไม่เพียงเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งยังนำเสนอนวัตกรรมการออกแบบและก่อสร้างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาค อาทิ ระบบทางปลาผ่านแบบผสม พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มุ่งสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ให้แก่ทุกภาคส่วน ผ่านกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าและการสัมมนาบรรยายเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าว รวมไปถึงการเผยแพร่ความรู้อย่างต่อเนื่องในด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมในการประหยัดพลังงาน ตลอดจนแนวทางการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมให้แก่เยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนรอบโครงการ เพื่อส่งมอบองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับเยาวชน พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 4 ในเรื่องการศึกษาที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

บริษัทฯ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้มีความพร้อมมากขึ้น โดยนำ “SAP S/4 HANA 1610 SP 2” ช่วยให้ผู้ใช้งานลดความซับซ้อนในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นพร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่มีความทันสมัยเพื่อเตรียมพร้อมในการเติบโตสู่อนาคตขององค์กร ภายใต้ “กรอบการดำเนินงานภายในอุตสาหกรรม” (Industry Framework) ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ (Industry Standard Model for Business Processes) เพื่อให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัล ภายในระยะเวลาและงบประมาณที่จัดสรรไว้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

นวัตกรรมด้านกระบวนการผลิต

การหยุดใช้งานเครื่องอัดก๊าซสารทำความเย็น (Gas Compressor)

โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น1 (BIC-1) ปัจจุบันมีเครื่องอัดก๊าซสารทำความเย็น (Gas Compressor) จำนวน 3 เครื่อง ใช้งาน 2 เครื่อง สำรอง 1 เครื่องซึ่งทำหน้าที่สร้างแรงดันให้ก๊าซเชื้อเพลิง (Fuel Gas) ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าสูง (Peak Period) จากแรงดัน 26 เป็น 51 บาร์ และในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ (Off Peak Period) จากแรงดัน 26 เป็น 38 บาร์ ป้อนให้กับเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine) ซึ่งจากการตรวจติดตามประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องอัดก๊าซสารทำความเย็น (Gas Compressor) ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ พบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซมีการไหลของก๊าซไอเสียต่ำ (Low Fuel Gas Flow) ทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงบางส่วนเหลือจากการใช้งานและถูกส่งกลับผ่านวาล์วควบคุม (Recirculation control valve) กลับไปอัดเพื่อสร้างแรงดันใหม่ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน ซึ่งผลจากโครงการการศึกษา ปรับปรุงและทดลองเพื่อหยุดการใช้งาน gas compressor ในช่วงที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าต่ำนี้ ส่งผลให้บริษัทสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ในปี 2563 ได้ประมาณ 396,253 หน่วย และลดจ่ายใช้จ่ายจากการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 1 ล้านบาท โดยนวัตกรรมนี้ได้รับรางวัลจากนิตยสาร Asian Power ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าของเอเชีย โดยได้รับรางวัลระดับเหรียญเงินหรือ silver Asian Power Awards 2020 ในด้านโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติแห่งปี และชนะการเป็นโรงงานไฟฟ้าที่มีการยกระดับสิ่งแวดล้อมแห่งปีภายในประเทศไทย

โครงการ Steam Turbine Load Adjustment

เนื่องจากลูกค้าไอน้ำของโรงฟ้าบางปะอินโครงการ 1 ลดปริมาณการใช้ไอน้ำลงจากเดิม ทำให้เกิดไอน้ำเหลือใช้และทิ้งลงสู่เครื่องควบแน่นส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานเป็นจำนวนมากในกระบวนการผลิต ซึ่ง บริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสจากการนำไอน้ำส่วนนี้มาใช้ผลิตไฟฟ้า โดยจัดทำโครงการเพื่อดำเนินการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเพื่อลดการสูญเสียไอน้ำส่วนนี้ โดยมาใช้ผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ลูกค้าไอน้ำใช้ไอน้ำในปริมาณที่ต่ำ จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของเครื่องกังหันไอน้ำให้ได้จำนวน MW ที่สูงกว่าเดิมและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตโดยการปรับปรุงระบบควบคุมเครื่องกังหันไอน้ำให้สามารถนำไอน้ำที่เหลือดังกล่าวมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้จากเดิมอีก 1 MW ได้สำเร็จ จากโครงการฯ นี้ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในปี 2563 ได้ประมาณ 80,000 MMBTU ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ที่ ไม่น้อยกว่า 28,700 MMBTU ซึ่งสามารถ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซธรรมชาติในปี 2563 ได้ ประมาณ 17 ล้านบาท

โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในช่วงความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ

ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ (Off Peak Period) ส่งผลให้พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นมีความจำเป็นต้องระบายทิ้งลดน้อยลง ประกอบกับอุณหภูมิต่ำในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ไม่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) อย่างเต็มกำลัง บริษัทฯ จึงหยุดการทำงานของพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) 1 เครื่อง ในช่วงเวลา 0.00-06.00 นาฬิกา ของทุกวัน ซึ่งส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าได้ปีละกว่า 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยคิดเป็นปีละ 500,000 บาท อีกทั้งยังช่วยลดจำนวนชั่วโมงในการทำงานและชะลอการสึกหรอของเครื่องจักร ในปี 2563 โครงการนี้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต 118,202 kwh บรรลุเป้าหมายของโครงการที่กำหนดไว้ที่สามารถลดปริมาณพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 81,760 kWh โดยคิดเป็นมูลค่าจากการลดปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และประหยัดค่าใช้จ่ายซื้อก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 200,417 บาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ส่งโครงการหยุดพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในช่วงความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ เข้าร่วมประกวดโครงการ Matterhorn Challenge ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการใช้นวัตกรรมของเครือบริษัท GPSC โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 อีกด้วย

โครงการ Air dryer 1 ชุด (โครงการ 2)

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น มีนโยบายการส่งเสริมและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมถึงลดค่าใช้จ่ายจากการบำรุงรักษาที่มากขึ้นตามไปด้วย โรงไฟฟ้าจึงได้จัดทำโครงการใช้งานเครื่องทำอากาศแห้งร่วมกันระหว่างโครงการ 1 และ โครงการ 2 และหยุดเดินเครื่องทำอากาศแห้ง (Air dryer ) โครงการ 2 ลง 1 ชุด เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิตได้ 1200 Kwh.

โครงการลดปริมาณน้ำทิ้งด้วยการควบคุมความเข้มข้นคลอไรด์ (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น1 (BIC-1) ได้จัดโครงการ Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1 ซึ่งเป็นการเพิ่มความเข้มข้นของคลอไรด์ เนื่องจากปริมาณนํ้าทิ้งจากหอระบายความร้อนนั้นจะขึ้นอยู่กับค่า Cycle of Concentration ของระบบน้ำหล่อเย็นที่เป็นผลมาจากปริมาณความเข้มข้นของคลอไรด์ ดังนั้นทางบริษัทจึงได้ทำการเพิ่มความเข้มข้นของคลอไรด์ เพื่อใช้ลดปริมาณน้ำทิ้งของหอระบายความร้อน โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น1 โดยในปี 2563 โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น1 สามารถลดปริมาณน้ำทิ้งได้ถึง 80,000 ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า 3 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ของปี 2563 ที่ต้องการลดปริมาณน้ำทิ้ง 30,000 ลูกบาศก์เมตร และเป็นเป้าหมายต่อเนื่องไปถึงปี 2564 อีกด้วย โครงการนี้มีความปลอดภัยและยังลดการใช้ทรัพยากรน้ำ โดยอยู่ภายใต้การตรวจสอบและควบคุมโดยพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีความคำนึงถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าไปพร้อม กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โครงการ “ลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นของ Gas Compressor”

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพและพอเหมาะกับปริมาณความต้องการใช้ จึงทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นลดลงและลดปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดจากน้ำมันใช้แล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2563 โรงไฟฟ้าสามารถลดปริมาณใช้น้ำมันหล่อลื่นและของเสียอันตราย ประมาณ 7,200 ลิตร/ปี ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อน้ำมันหล่อลื่นและค่ากำจัดน้ำมันใช้แล้ว ประมาณ 209,000 บาท/ปี