ความท้าทาย

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สร้างผลกระทบต่อมนุษยชาติในรูปแบบภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คืนความสมดุลทางธรรรมชาติให้กับโลกอย่างยั่งยืน

การดำเนินงาน

บริษัทตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจการผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยบริษัทมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะน้อยและใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของบริษัท

01 มุ่งเน้นการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด
และพลังงานหมุนเวียน

02 บริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

03 พัฒนาองค์กรความรู้นวัตกรรม และเทคโนโลยี
เพื่อติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดและมุ่งมั่นสู่มาตรฐานสากล

04 สร้างองค์ความรู้ในการบรอหารจัดการทรัพยากร
อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียเพื่อทำให้เกิดการ
พัฒนาและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนในชุมชน

บริษัทได้จัดทำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดภายในโรงไฟฟ้าทุกแห่งของบริษัท ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน และโรงไฟฟ้าได้ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในการดำเนินการบนหลักการการพัฒนาเทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และชุมชน

การดำเนินงานจนถึงปี 2564 บริษัทและบริษัทในเครือไม่ได้รับข้อร้องเรียนใด ๆ จากชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โดยบริษัทยังมีความมุ่งมั่นที่จะคงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีส่วนร่วมกับชุมชน อย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

ดูเนื้อหาเพิ่มเติม

แนวปฏิบัติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดูเนื้อหาเพิ่มเติม

(GRI 307-1)

รายละเอียด ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564
จำนวนข้อร้องเรียน (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนเงินค่าปรับเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (บาท) 0 0 0 0 0

ภาพรวมผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

ปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด
ตัวชี้วัด หน่วย 2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ ล้านลิตร 1,839 2,033 1,910 1,723 1,800

หมายเหตุ

  1. การเป้าหมายลดลงจากปีฐาน 2561
  2. การเก็บข้อมูลเรื่องน้ำ เป็นข้อมูลจากโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย

การกำจัดขยะของเสียทั่วไป
ปริมาณขยะทั่วไปที่ส่งกำจัด หน่วย 2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ภายในองค์กร เมตริกตัน 0.00 0.00 46.34 65.75 62
ภายนอกองค์กร เมตริกตัน 9.92 14.82 25.42 19.17 18

หมายเหตุ: ข้อมูลผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงานความยั่งยืน ปี 2564 ​

การกำจัดขยะของเสียอันตราย
ปริมาณขยะอันตรายที่ส่งกำจัด หน่วย 2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ภายในองค์กร เมตริกตัน 0.05 1.47 2.46 9.19 9
ภายนอกองค์กร เมตริกตัน 0.00 0.00 1.50 2.53 2

หมายเหตุ: ข้อมูลผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงานความยั่งยืน ปี 2564 ​

ปริมาณการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (กิโลกรัม)
2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ปริมาณการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ 440,614.00 600,637.09 597,770.75 598,910.61 630,250

ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ (กิโลกรัม)
2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ 12,415.79 18,555.05 17,258.39 24,398.44 21,140

ปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง (กิโลกรัม)
2561 2562 2563 2564 เป้าหมายปี 2565
ปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง 14,867.35 25,834.65 21,890.13 33,911.76 37,579

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 80 ของบริษัทมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ จึงมีการพัฒนานวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า และลดการสูญเสียน้ำซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ

นอกจากนี้ กระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ยังมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น (BIC) ได้มีการลดการใช้น้ำในระบบการผลิตโดยการจัดทำการผลิตที่สามารถใช้น้ำแบบหมุนเวียนในระบบปิด

บริษัทได้จัดให้มีกระบวนการติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งเก็บน้ำต้นทาง ส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำร่วมกับชุมชนและหน่วยงานของ สปป.ลาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนน้ำ และรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โครงการลดปริมาณน้ำทิ้งด้วยการควบคุมความเข้มข้นคลอไรด์ (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)

ในปี 2564 โรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมมีการใช้น้ำประมาณ 1,800 ล้านลิตร ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ บริษัทจึงมีการจัดการบริหาร น้ำภายในองค์กร โดยทำการเก็บข้อมูลการใช้น้ำและจัดทำโครงการและกิจกรรม เพื่อลดการใช้น้ำและช่วยให้สามารถวางแผนปริมาณการใช้น้ำได้ในอนาคต อาทิ โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling water) เป็นหนึ่งในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการสูญเสีย โดยการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ การดำเนินงานจากโครงการดังกล่าวในปี 2564 ช่วยลดปริมาณน้ำทิ้งจากระบบหอหล่อเย็นและลดปริมาณน้ำที่เติมเข้าสู่ระบบมากกว่า 58,500 ลูกบาศก์เมตร หรือ 58.5 ล้านลิตร รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายถึง 2.7 ล้านบาท/ปี ทำให้แนวโน้มการใช้น้ำทั้งหมดในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ ปี 2562 ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ของปี 2564 ที่ต้องการลดปริมาณน้ำทิ้ง 30,000 ลูกบาศก์เมตร และเป็นเป้าหมายต่อเนื่องไปถึงปี 2565 อีกด้วย

การจัดการของเสีย

ด้วยตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมาจากการจัดการของเสียในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม บริษัท จึงมุ่งมั่นในการบริหารจัดการของเสียโดยการลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง โดยได้จัดทำระเบียบปฏิบัติสำหรับการจัดการขยะและของเสียขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมการก่อให้เกิดของเสีย และจัดการของเสียที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมการผลิต หรือบริการของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าของเสียทุกประเภทที่เกิดขึ้นมีวิธีการจัดการอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

โครงการอบรมและให้ความรู้การจัดการขยะ

บริษัทได้จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะ อาทิ การอบรมให้ความรู้แก่พนักงานผู้อยู่อาศัยโดยรอบโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ตลอดจนดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องในการทิ้งขยะภายหลังการอบรม และการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะด้วย โดยภายหลังการฝึกอบรมพบว่า พนักงานที่อยู่อาศัยรอบโรงไฟฟ้าได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการคัดแยกขยะจากต้นทาง ก่อนทางบริษัทจะนำไปกำจัดตามแต่ละประเภทของขยะอย่างเหมาะสม

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการจัดการของเสียโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

สำหรับภายในสำนักงาน บริษัทและโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม บางปะอินโคเจนเนอเรชั่น ดำเนินการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขยะประเภทต่าง ๆ เพื่อสามารถบริหารจัดการ คัดแยก นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล/นำไปใช้ใหม่ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม และสร้างจิตสำนึกในการลดการสร้างขยะ โดยจัดกิจกรรมอบรมเรื่อง "ทิ้งขยะให้ถูกถัง เพิ่มพลังรักษ์โลก" ให้กับผู้บริหารและพนักงานได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของการแยกขยะที่ถูกต้อง พร้อมทั้ง การทิ้งขยะอย่างไรให้ถูกต้องตามประเภทของถังขยะแยกประเภทที่ทางบริษัทได้จัดไว้ให้ โดยมีพนักงานเข้าร่วมอบรมเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 57 ของพนักงานทั้งหมดนอกจากการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรภายในองค์กรแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญต่อการจัดการของเสียของชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้า โดยได้จัดกิจกรรมการอบรมแก่ผู้อยู่อาศัยโรงไฟฟ้าไซยะบุรี จำนวน 192 คน ในหัวข้อประเภทของขยะมูลฝอย วิธีการคัดแยกและกำจัดขยะมูลฝอยแต่ละประเภท รวมถึงหลักการลดการสร้างขยะ 3R ได้แก่ Reduce Reuse และ Recycle เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี พร้อมมีการติดตามผลตรวจสอบความถูกต้องในการทิ้งขยะของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย โดยมีเป้าหมายปี 2664 ในการลดปริมาณขยะทั่วไปต่อผู้อยู่อาศัยลงให้ได้ร้อยละ 20 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการขยะภายในบริษัทอย่างยั่งยืน

โครงการประหยัดพลังงานภายในสำนักงาน

"บริษัทและบริษัทในเครือได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์โครงการประหยัดพลังงานและน้ำใช้ในสำนักงานให้กับผู้บริหารและพนักงานทุกท่านทราบ เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า และปฏิบัติตามด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Email และ Intranet ของบริษัท และจัดทำคู่มือการประหยัดพลังงานในสำนักงาน ส่งเสริมการรับรู้และการนำไปปฏิบัติงานและร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรภายในสำนักงาน รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ รณรงค์การปิดไฟหลังใช้งาน การถอดปลั๊ก และปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งหลังใช้งาน รวมทั้งการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้

  1. เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำประปาในสำนักงาน
  2. เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำประปาในสำนักงาน
  3. เพื่อลดภาวะโลกร้อน
  4. เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าว รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า
  5. เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำประปา ในสำนักงานของบริษัทและบริษัทในเครือ ให้น้อยลง คิดเป็นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา"

เป้าหมายระยะยาว 3-5 ปี

  1. ดำเนินการเก็บข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของทั้งบริษัท และโรงไฟฟ้า เป็นเวลา 5 ปี เพื่อทำการเก็บข้อมูลและทำการวิเคราะห์ผลและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา
  2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากร และเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  3. สร้างจิตสำนึกในการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาอย่างมีคุณค่า

จากการดำเนินการรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบริษัท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาพบว่าบริษัทและบริษัทในเครือสามารถลดใช้ทรัพยากรไฟฟ้าคิดเป็นจำนวน 801.20 mWh หรือคิดเป็นมูลค่า 432,589.30 บาท และสามารถลดใช้ทรัพยากรน้ำเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาคิดเป็นจำนวน 21.34 Mega Liter โดยสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 5,598.25บาท

โครงการ “ลดการใช้น้ำมันหล่อลื่น ของ GAS COMPRESSOR”

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอ์เรชั่น ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพและพอเหมาะกับปริมาณความต้องการใช้ จึงทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นลดลงและลดปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดจากน้ำมันใช้แล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2563 โรงไฟฟ้าสามารถลดปริมาณใช้น้ำมันหล่อลื่นและของเสียอันตราย ประมาณ 7,200 ลิตร/ปี ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อน้ำมันหล่อลื่นและค่ากำจัดน้ำมันใช้แล้ว ประมาณ 209,000 บาท/ปี

โครงการถังขยะแยกประเภท

บริษัทและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บางปะอินโคเจนเนอเรชั่น ได้จัดทำโครงการถังขยะแยกประเภท เพื่อคัดแยกขยะภายในสำนักงานให้ถูกประเภท รวมถึงสามารถนำขยะแต่ละประเภทเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล/กำจัดอย่างถูกวิธี และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยดำเนินการจัดทำถังขยะแยกประเภทวางบริเวณจุดต่าง ๆ ภายในสำนักงาน แบ่งประเภทขยะไว้ 6 ประเภท คือ 1) ขยะทั่วไปไม่มีกลิ่น 2) กระดาษ 3) พลาสติกรีไซเคิล 4) ขยะอันตราย 5) ขยะติดเชื้อ 6) ขยะเปียก และทำการบันทึกน้ำหนักขยะแต่ละประเภทเพื่อเป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบการลดปริมาณขยะในอนาคต รวมถึงปลูกฝังให้พนักงานรู้จักการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ ได้มีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องของประเภท การคัดแยกขยะที่ถูกต้องให้กับพนักงานและผู้บริหาร โดยการจัดกิจกรรมอบรม เรื่อง "ทิ้งขยะให้ถูกถัง เพิ่มพลังรักษ์โลก" พร้อมทั้งได้มีการเผยแพร่เอกสารอบรมผ่านทาง Mobile Application: CKPower Academy

โครงการ “Paper-X” (แยกกระดาษ ง่ายนิดเดียว)

ด้วยความพยายามที่จะลดปริมาณขยะ และนำขยะประเภทกระดาษมารีไซเคิลและใช้ใหม่ให้เกิดคุณค่าสูงสุด บริษัทร่วมกับโครงการ Paper-X จัดทำโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมคัดแยกกระดาษอย่างถูกวิธีโดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกระดาษที่ไม่ใช้แล้วถึง 1,000 กิโลกรัม ซึ่งโครงการนี้จะแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) กระดาษขาว 2) กระดาษลัง/กระดาษนํ้าตาล และ 3) กระดาษอื่น ๆ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลกระดาษอย่างถูกวิธี และนำไปผลิตเป็นกระดาษใหม่ ก่อนที่จะถูกนำไปแจกจ่ายให้แก่ โรงเรียนรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งผลจากโครงการนี้คือ พนักงานสามารถคัดแยกกระดาษที่ไม่ใช้งานแล้วได้ถูกประเภท ลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตกระดาษ และสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับนักเรียนที่อยู่ในบริเวณรอบโรงไฟฟ้า โดยในปี 2564 บริษัทสามารถจัดส่งกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้วเข้ากระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีจำนวน 1.3 ตัน และสามารถนำกลับมาผลิตเป็นกระดาษใหม่ได้จำนวน 25 รีม เพื่อนำส่งมอบให้กับโรงเรียนรอบ ๆ โรงไฟฟ้า โดยหากคิดค่ากระดาษรีมละ 90 บาท จะเป็นมูลค่า 2,250 บาท และสามารถลดการใช้ทรัพยากรในส่วนของการผลิตกระดาษขาวได้ดังนี้ ลดการตัดต้นไม้ 0.98 ต้น ลดการใช้น้ำ 402.50 ลิตร ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 21.85 ลิตร และลดการใช้พลังงานไฟฟ้า 230 kWh

โครงการลดขยะ

บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามหลักการ 7R’s (Reduce, Reuse, Refill, Return, Repair/Repurpose, Replace และ Recycle) จึงได้เริ่มโครงการลดขยะ โดยการงดแจกถุงพลาสติกที่ร้านสะดวกซื้อภายในโรงไฟฟ้า และรณรงค์ให้พนักงานใช้ถุงผ้า และงดการใช้กล่องโฟมในโรงอาหารโดยเปลี่ยนมาใช้ภาชนะกระดาษทดแทน ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม 2564 บริษัทสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้ถึง 16,800 ถุง และลดการเกิดขยะจากกล่องโฟมไปได้ถึง 5,460 กล่อง

โครงการขวดชนะ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในบริษัท ปลูกฝังจิตสำนึกให้พนักงาน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ขวดพลาสติก PET ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว รวมถึงส่งเสริมการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ บริษัทได้จัดโครงการขวดชนะ ซึ่งได้ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเก็บรวบรวมขวดพลาสติก PET ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยมีระยะเวลาโครงการเพียงแค่ 9 วัน บริษัทสามารถรวบรวมขวดพลาสติก PET ได้ถึง 120 กิโลกรัม หรือเท่ากับขวดพลาสติก PET ถึง 5,400 ขวด โดยสามารถนำไปผลิตเป็นหน้ากากผ้าได้ถึง 6,600 ชิ้น และสามารถเพิ่มรายได้และสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนวัดจากแดง ถึง 133,000 บาท

โครงการลดการพิมพ์เอกสารสีในองค์กร

เพื่อส่งเสริมแนวคิดของพนักงานในองค์กรให้ตระหนักถึงความจำเป็นก่อนการใช้ทรัพยากร และเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการช่วยกันประหยัด การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยลดการพิมพ์เอกสารสีที่ไม่จำเป็น รวมถึงการปรับเปลี่ยนจากการใช้เอกสารซึ่งต้องพิมพ์ออกมาบนกระดาษ (hard copy) เป็นการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-documents) โดยในการดำเนินงานของทุกหน่วยงานต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย กฎระเบียบในการดำเนินงาน อาทิ มาตรฐานบัญชี เป็นต้น จากการดำเนินโครงการ สรุปข้อมูลปริมาณการพิมพ์เอกสารสีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทและบริษัทในเครือสามารถลดปริมาณการพิมพ์สีคิดเป็นร้อยละ 32.94 หรือคิดเป็นมูลค่าจำนวน 478,834 บาท

การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในการควบคุมปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศ

การผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 80 ของบริษัท ได้มาจากพลังงานทดแทน (Renewable Energy) เช่น พลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและไม่มีการปล่อยมลพิษทางอากาศออกจากโรงไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง บริษัทได้มีการเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพอากาศของโรงไฟฟ้าโดยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitor System: CEMs) บริเวณปล่องระบายอากาศ และแสดงผลการตรวจวัดแบบ Real-time อีกทั้งติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศตามรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)อย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยในปี 2564 คุณภาพอากาศของโรงไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดทั้งหมด

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรต่าง ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ในปัจจุบัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการพัฒนาของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด หรือการสูญเสียแหล่งที่อยู่ของสัตว์ CKPower มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพ จากวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งมอบความมั่นคงทางพลังงานสะอาดบนแนวทางแห่งความยั่งยืน

ปี 2564 มีการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 (COP 15) ที่ถกเถียงกันถึงประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ว่าระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญต่อการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ชุมชนปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตภายใต้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการประชุมดังกล่าวมีแนวโน้มที่ทางองค์กรสหประชาชาติจะออกข้อบังคับให้องค์กรเอกชนทั่วโลกจัดทำรายงานการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosure : TNFD) เพื่อตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 15 (SDG) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ เช่นเดียวกับมราบริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับความหลากลายทางชีวภาพโดยรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งมีความเกี่ยวโยงอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ในการดำเนินงาน บริษัทจึงมีการกำหนดเป็นนโยบายอย่างชัดเจนและมีแนวทางปฏิบัติ เพื่อดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งชุมชนโดยรอบ ดังนี้

บริษัทมุ่งมั่นในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เป็นไปตามตามเกณฑ์ของกฎหมายและ ข้อกำหนด รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้มีการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และฟื้นฟู ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมุ่งเน้นการป้องกันมลผลพิษที่แหล่งกำเนิด พร้อมทั้ง ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งร่วมมีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ผลกระทบโดยตรง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงการของบริษัทเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ อันรวมไปถึงสื่อสารให้ผู้บริหาร และพนักงาน มีความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างการตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

บริษัทได้ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านในทุกโครงการ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่ครอบคลุมด้านกายภาพ ด้านชีวภาพ ซึ่งรวมถึงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพได้ดำเนินการบริหารจัดการตั้งแต่การออกแบบ โดยบริษัทกำหนดเป้าหมายในการพิจารณาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการใหม่ จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า โครงการของบริษัทและบริษัทในเครือ มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบทุกโครงการ และไม่มีโครงการที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่มรดกโลก

กิจกรรมปล่อยปลา

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอร์เรชั่น ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมปล่อยปลา โดยปล่อยพันธุ์ปลาชนิดต่าง ๆ จำนวน 13,000 ตัว บริเวณท่าน้ำวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่รอบบริเวณโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เพื่อให้พันธุ์ปลาซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญได้เจริญเติบโตและคงอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของชุมชนต่อไปเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

ระบบทางปลาผ่านแบบผสม (MULTI-SYSTEM FISH PASSING FACILITIES) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ขนาด 1,285 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงระหว่างแขวงไซยะบุรีและหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อปลายเดือน ตุลาคม ปี พ.ศ. 2562 โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบวิศวกรรมสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนให้แก่ธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเป็นโรงไฟฟ้าประเภทฝายทดน้ำ (run-of-river) แห่งแรกในภูมิภาค ซึ่งปล่อยน้ำไหลผ่านโครงสร้างโรงไฟฟ้าตลอดเวลาโดยไม่มีการกักเก็บหรือเบี่ยงน้ำออก จากการออกแบบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ทันสมัยและยอดเยี่ยม ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถหลีกเลี่ยง ป้องกัน และลดผลกระทบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ลักษณะพิเศษของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี คือ ระบบทางปลาผ่านแบบผสมหรือ “Multi-System Fish Passing Facilities” ซึ่งถูกออกแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมปลาในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ โดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนกระแสน้ำไปยังบริเวณเหนือน้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาขยายพันธุ์และวางไข่ ระบบทางปลาผ่านที่เหมาะสมจะช่วยรักษาระบบนิเวศ คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ปลาและรักษาวงจรชีวิตสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง

นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ร่วมมือกับ Charles Sturt University และสถาบันวิจัยการเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ศูนย์ค้นคว้าการประมง สถาบันค้นคว้ากสิกรรมและป่าไม้แห่งชาติ สปป.ลาว (Living Aquatic Resources Research of Lao: LARReC) และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University of Lao: NUOL) เพื่อศึกษาประเมินประสิทธิภาพของระบบทางปลาผ่าน โดยได้มีการใช้ Passive Integrated Transponder: PIT Tag System คือการฝังชิพในตัวปลาเพื่อศึกษาพฤติกรรมของปลา และการใช้กล้องตรวจวัดด้วยคลื่นเสียงใต้น้ำสามมิติ (3D Hydroacoustic Cameras, DIDSON and ARIS) เพื่อติดตามพฤติกรรมการอพยพและความเคลื่อนไหวของปลาบริเวณโรงไฟฟ้า ผลที่ออกมาคือ ในเดือนเมษายน ปี 2564 ปลามากกว่า 100 สายพันธุ์สามารถอพยพผ่านไปด้านเหนือน้ำได้อย่างปลอดภัย