ความท้าทาย

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สร้างผลกระทบต่อมนุษยชาติในรูปแบบภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
ด้วยเหตุนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี สามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม คืนความสมดุลทางธรรรมชาติให้กับโลกอย่างยั่งยืน

การดำเนินงาน

บริษัทฯ ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจการผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชน หรือแสวงหาทางเลือกในการดำเนินการให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะน้อยและใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บริษัทฯ ได้จัดทำ <นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตาม กฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ> เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดภายในโรงไฟฟ้าทุกแห่งของบริษัทฯ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 (NN2) และโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม บางปะอินโคเจนเนอเรชั่น 1 และ 2 (BIC1 & 2) ยังได้ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการ จัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันในการดำเนินการบนหลักการการพัฒนาเทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร และชุมชน

การดำเนินงานตลอด 4 ปีทีผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ และ บริษัทในเครือไม่ได้รับข้อร้องเรียนใด ๆ จากชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า หรือผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โดยบริษัทฯ ยังมีความมุ่งมั่นที่จะคงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกับชุมชน อย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง

(GRI 307-1)

รายละเอียด ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 เป้าหมาย 2564
จำนวนข้อร้องเรียน (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนข้อร้องเรียนที่ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (ครั้ง) 0 0 0 0 0
จำนวนเงินค่าปรับเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม (บาท) 0 0 0 0 0

การบริหารจัดการพลังงาน

นวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าของ BIC

โรงไฟฟ้ามีนโยบายและมีความตระหนักในการใช้และอนุรักษ์พลังงานมาอย่าง ต่อเนื่องโดยให้พนักงานได้คิดค้นและเสนอหาแนวทางวิธีการปรับปรุงเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยไฟฟ้าลดลงและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ซึ่งในปี 2563 ได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า 3 โครงการ ประกอบด้วย

  1. โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากังหันไอน้ำ
  2. การใช้งาน Air dryer 1 ชุดการใช้งาน Air dryer 1 ชุด
  3. โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อนหอหล่อเย็นในช่วงเวลา 00:00-06:00 น.
โครงการ ปี ปริมาณพลังงาน ที่ลดได้(kWh) ปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ลดได้* (tCO2e)
โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากังหันไอน้ำ 7,502,619 3,750.55
การใช้งาน Air dryer 1 ชุดการใช้งาน Air dryer 1 ชุด 1,198 0.599
โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อนหอหล่อเย็นในช่วงเวลา 00:00-06:00 น. 243,089 121.52
โครงการลดการใช้ไฟฟ้าของบริษัท

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จึงได้ปรับปรุงและซ่อมบำรุงรักษากระบวนการผลิตเพื่อจะช่วยลดภาวะการเกิดก๊าซเรือนกระจก โดยได้กำหนดแนวทางควบคุมกระบวนการผลิต ให้แต่ละโครงการ (BIC1, BIC2) ปล่อยก๊าซ เรือนกระจกไม่เกิน 350,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยจะต้องมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 0.45 tCO2/MWh]

โดยบริษัทได้ดำเนินโครงการนวัตกรรมการลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยรายละเอียดโครงการสามารถดูได้ที่ นวัตกรรมของบริษัท

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 80 ของบริษัทฯ มาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ จึงมีการพัฒนาแผนบริหารจัดการระดับน้ำในเขื่อนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนในแต่ละฤดูกาล เพื่อจัดทำแผนงานบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งปี

อาทิ โครงการปรับปรุงระบบควบคุมการปิดท่อน้ำเข้าหลัก (Main Inlet Valve: MIV Adjustment Project) เป็นอีกหนึ่งโครงการปรับปรุงอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำซึ่งถือเป็นต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้า ผลจากการดำเนินโครงการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ประมาณ 7 ล้านบาทต่อครั้ง หากอุปกรณ์เกิดชำรุดเสียหาย นอกจากนี้ กระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ยังมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการลดปริมาณน้ำทิ้งด้วยการควบคุมความเข้มข้นคลอไรด์ (Adjust Control Range Chloride of Cooling BIC1)

ในปี 2563 โรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมมีการใช้น้ำประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ บริษัทฯ จึงมีการจัดการบริหาร น้ำภายในองค์กร โดยทำการเก็บข้อมูลการใช้น้ำและจัดทำโครงการและกิจกรรม เพื่อลดการใช้น้ำและช่วยให้สามารถวางแผนปริมาณการใช้น้ำได้ในอนาคต อาทิ โครงการปรับเปลี่ยนค่าควบคุม Chloride ของหอหล่อเย็น (Adjust Control Range Chloride of Cooling water) เป็นหนึ่งในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการสูญเสีย โดยการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ การดำเนินงานจากโครงการดังกล่าวช่วยลดปริมาณน้ำทิ้งจากระบบหอหล่อเย็นและลดปริมาณน้ำที่เติมเข้าสู่ระบบมากกว่าปีละ 80,000 ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า 3 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ของปี 2563 ที่ต้องการลดปริมาณน้ำทิ้ง 30,000 ลูกบาศก์เมตร และเป็นเป้าหมายต่อเนื่องไปถึงปี 2564 อีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จากเอกสาร โครงการ Adjust Control Range Chloride

การจัดการของเสีย

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดการเกิดของเสียจากการดำเนินงาน ทั้งของเสียที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย โดยได้จัดทำระเบียบปฏิบัติสำหรับการจัดการขยะและของเสียขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและจัดการของเสียที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมการผลิต หรือบริการของบริษัทฯ และเพื่อให้มั่นใจว่าของเสียทุกประเภทที่เกิดขึ้นมีวิธีการจัดการอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยระเบียบฯ ดังกล่าวครอบคลุมถึงของเสียทั้งหมดที่เกิดจากบริษัทฯ ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทฯได้จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้เรื่องรื่องการจัดการขยะ อาทิ การอบรมให้ความรู้แก่พนักงานผู้อยู่อาศัยโดยรอบโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ตลอดจนดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องในการทิ้งขยะภายหลังการอบรม และการติดตามตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดการขยะด้วย โดยภายหลังการฝึกอบรมพบว่า พนักงานที่อยู่อาศัยรอบโรงงานได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการคัดแยกขยะจากต้นทาง ก่อนทางบริษัทจะนำไปกำจัดตามแต่ละประเภทของขยะอย่างเหมาะสม

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการจัดการของเสียโรงงานไฟฟ้าไซยะบุรี

โครงการอบรมและให้ความรู้ ผู้อยู่อาศัยโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ได้จัดกิจกรรมการอบรมแก่ผู้อยู่อาศัยโรงไฟฟ้าไซยะบุรี จำนวน 192 คน ในหัวข้อประเภทของขยะมูลฝอย, วิธีการคัดแยกและกำจัดขยะมูลฝอยแต่ละประเภท รวมถึงหลักการลดการสร้างขยะ 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกวิธี พร้อมมีการติดตามผลตรวจสอบความถูกต้องในการทิ้งขยะของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย โดยมีเป้าหมายปี 2664 ในการลดปริมาณขยะทั่วไปต่อผู้อยู่อาศัยลงให้ได้ร้อยละ 20 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการขยะภายในบริษัทอย่างยั่งยืน บริษัทเข้าร่วมศึกษาประเด็น “การจัดการขยะอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการ วิภาวดีฯ ไม่มีขยะเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการขยะอย่างยั่งยืนภายในบริษัทต่อไป

โครงการ “ลดการใช้น้ำมันหล่อลื่น ของ Gas Compressor”

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอร์เรชั่น ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบฉีดน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพและพอเหมาะกับปริมาณความต้องการใช้ จึงทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นลดลงและลดปริมาณของเสียอันตรายที่เกิดจากน้ำมันใช้แล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2563 โรงไฟฟ้าสามารถลดปริมาณใช้น้ำมันหล่อลื่นและของเสียอันตราย ประมาณ 7,200 ลิตร/ปี ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อน้ำมันหล่อลื่นและค่ากำจัดน้ำมันใช้แล้ว ประมาณ 209,000 บาท/ปี

โครงการ “Paper-X” (แยกกระดาษ ง่ายนิดเดียว)

ด้วยความพยายามที่จะลดปริมาณขยะ และนำขยะประเภทกระดาษมารีไซเคิลและใช้ใหม่ให้เกิดคุณค่าสูงสุด จึงได้มีการจัดตั้งโครงการ Paper-X ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกระดาษที่ไม่ใช้แล้วถึง 1,000 กิโลกรัม ซึ่งโครงการนี้จะแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) กระดาษขาว 2) กระดาษลัง/กระดาษนํ้าตาล และ 3) กระดาษอื่น ๆ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลกระดาษ โครงการ “Paper-X” (แยกกระดาษ ง่ายนิดเดียว) ด้วยความพยายามที่จะลดปริมาณขยะ และนำขยะประเภทกระดาษมารีไซเคิลและใช้ใหม่ให้เกิดคุณค่าสูงสุด จึงได้มีการจัดตั้งโครงการ Paper-X ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกระดาษที่ไม่ใช้แล้วถึง 1,000 กิโลกรัม ซึ่งโครงการนี้จะแบ่งกระดาษออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) กระดาษขาว 2) กระดาษลัง/กระดาษนํ้าตาล และ 3) กระดาษอื่น ๆ เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลกระดาษต่อไป ก่อนที่จะถูกนำไปแจกจ่ายให้แก่ โรงเรียนรอบโรงไฟฟ้าเพื่อสามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ซึ่งผลจากโครงการนี้คือ พนักงานสามารถคัดแยกกระดาษที่ไม่ใช้งานแล้วได้ถูกประเภท ลดการใช้ทรัพยากรในการผลิตกระดาษ และสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับนักเรียนที่อยู่ในบริเวณรอบโรงไฟฟ้า

โครงการ “ขวด...แลก...สุข”

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนวัดจากแดงและส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในบริษัท อีกทั้งเพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่ขวดพลาสติก PET ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว โดยโครงการขวดแลกสุขมีเป้าหมายในการรวบรวมขวดพลาสติก PET จำนวน 88 กิโลกรัม เพื่อนำไปผลิตเป็นเส้นใยทำจีวร แต่เนื่องจากผลตอบรับที่ดีเกินขาดทำให้ในระยะเวลาเพียง 9 สัปดาห์ บริษัทสามารถเก็บรวบรวมขวดได้ถึง 348 กิโลกรัม หรือเท่ากับ ขวดพลาสติก PET ทั้งหมด 18,702 ขวด โดยสามารถนำไปผลิตเป็นผ้าไตรจีวรได้ทั้งสิ้น 1,390 ชุด ซึ่งมากกว่าที่ขาดการไว้เกือบ 4 เท่า

โครงการ “แยกขวด ช่วยหมอ”

บริษัทมีเป้าหมายในการผลิตชุด PPE จำนวน 100 ชุด ซึ่งเทียบเท่ากับขวดพลาสติก PET ใส จำนวน 1,800 ขวด โดยทางบริษัทจะรวบรวมขวดพลาสติก PET ก่อนนำส่งมอบให้แก่ บริษัท อินโดรามา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตัวแทนในการรับบริจาคขวดของโครงการ “แยกขวดช่วยหมอ” อีกที ผลจากการดำเนินโครงการพบว่า บริษัทสามารถรวบรวมขวดและผลิตเป็นชุด PPE ได้ถึง 190 ชุด จากขวดทั้งหมด 73 กิโลกรัม ในระยะเวลาเพียง 5 สัปดาห์โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (จากการผลิตใหม่) ได้ถึง 67% อีกทั้งลดการใช้พลังงานในการผลิตใหม่ถึง 79%

คุณภาพอากาศ

การผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 80 ของบริษัทฯ ได้มาจากโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทน (Renewable Energy) จึงไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและไม่มีการปล่อย มลสารทางอากาศออกจากโรงไฟฟ้า ขณะที่ โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมีการปล่อยมลสารทางอากาศ ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพอากาศจากการปล่อยมลสารของโรงไฟฟ้า ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า โดยได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาควบคุมมลสารต่าง ๆ ที่ปล่อยออกมา รวมถึงติดตามและตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ณ ปล่องระบายอากาศของโรงไฟฟ้า และบริเวณต่าง ๆ โดยรอบที่ตั้งโครงการ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศตามมาตรการ EIA ในปี 2563 พบว่าคุณภาพอากาศของโรงไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ดีกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

ผลการดำเนินงานการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในการควบคุมปริมาณการปล่อยมลสารทางอากาศ

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรต่าง ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ในปัจจุบัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการพัฒนาของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด หรือการสูญเสียแหล่งที่อยู่ของสัตว์ CKPower มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพ จากวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งมอบความมั่นคงทางพลังงานสะอาดบนแนวทางแห่งความยั่งยืน

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับความหลากลายทางชีวภาพโดยรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งมีความเกี่ยวโยงอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ในการดำเนินงาน บริษัทฯ จึงมีการกำหนดเป็นนโยบายอย่างชัดเจนและมีแนวทางปฏิบัติ เพื่อดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งชุมชนโดยรอบ ดังนี้

บริษัทมุ่งมั่นในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เป็นไปตามตามเกณฑ์ของกฎหมายและ ข้อกำหนด รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้มีการควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และฟื้นฟู ดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมุ่งเน้นการป้องกันมผลพิษที่แหล่งกำเนิด พร้อมทั้ง ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งร่วมมีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ผลกระทบโดยตรง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาโครงการของบริษัทเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ อันรวมไปถึงสื่อสารให้ผู้บริหาร และพนักงาน มีความรู้ ความเข้าใจ ในการสร้างการตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนและปรับปรุงกระบวนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

บริษัทฯ ได้ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านในทุกโครงการ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่ครอบคลุมด้านกายภาพ ด้านชีวภาพ ซึ่งรวมถึงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพได้ดำเนินการบริหารจัดการตั้งแต่การออกแบบ โดยบริษัทฯ กำหนดเป้าหมายในการพิจารณาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการใหม่ จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า โครงการของบริษัทฯ และบริษัทในเครือ มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบทุกโครงการ และไม่มีโครงการที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่มรดกโลก

กิจกรรมปล่อยปลา

โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอร์เรชั่น ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และบริษัท ทีทีดับบลิว จํากัด (มหาชน) จัดกิจกรรมปล่อยปลา โดยปล่อยพันธุ์ปลาชนิดต่าง ๆ จำนวน13,000 ตัว บริเวณท่าน้ำวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่รอบบริเวณโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เพื่อให้พันธุ์ปลาซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญได้เจริญเติบโตและคงอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของชุมชนต่อไปเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

ระบบทางปลาผ่านแบบผสม (Multi-System Fish Passing Facilities) ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี

โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ขนาด 1,285 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงระหว่างแขวงไซยะบุรีและหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อปลายเดือน ตุลาคม ปี พ.ศ. 2562 โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบวิศวกรรมสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนให้แก่ธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเป็นโรงไฟฟ้าประเภทฝายทดน้ำ (run-of-river) แห่งแรกในภูมิภาค ซึ่งปล่อยน้ำไหลผ่านโครงสร้างโรงไฟฟ้าตลอดเวลาโดยไม่มีการกักเก็บหรือเบียงน้ำออก จากการออกแบบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ทันสมัยและยอดเยี่ยม ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถหลีกเลี่ยง ป้องกัน และลดผลกระทบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ลักษณะพิเศษของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี คือ ระบบทางปลาผ่านแบบผสมหรือ “Multi-System Fish Passing Facilities” ซึ่งถูกออกแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมปลาในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ โดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนกระแสน้ำไปยังบริเวณเหนือน้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาขยายพันธุ์และวางไข่ ระบบทางปลาผ่านที่เหมาะสมจะช่วยรักษาระบบนิเวศ คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ปลาและรักษาวงจรชีวิตสัตว์น้ำในแม่น้ำโข

นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้ ร่วมมือกับ Charles Sturt University และสถาบันวิจัยการเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ศูนย์ค้นคว้าการประมง สถาบันค้นคว้ากสิกรรมและป่าไม้แห่งชาติ สปป.ลาว (Living Aquatic Resources Research of Lao: LARReC) และ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University of Lao: NUOL) เพื่อศึกษาประเมินประสิทธิภาพของระบบทางปลาผ่าน โดยได้มีการใช้ Passive Integrated Transponder: PIT Tag System คือการฝังชิพในตัวปลาเพื่อศึกษาพฤติกรรมของปลา และการใช้กล้องตรวจวัดด้วยคลื่นเสียงใต้น้ำสามมิติ (3D Hydroacoustic Cameras, DIDSON and ARIS) เพื่อติดตามพฤติกรรมการอพยพและความเคลื่อนไหวของปลาบริเวณโรงไฟฟ้า ผลที่ออกมาคือ ในเดือนเมษายน ปี 2564 ปลามากกว่า 100 สายพันธุ์สามารถอพยพผ่านไปด้านเหนือน้ำได้อย่าง ปลอดภัย