ความท้าทาย

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น สภาพอากาศแปรปรวน การเกิดอุทกภัย และการขาดแคลนน้ำที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในระดับโลก และอาจส่งผลกระทบถึงการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้
จากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน บริษัทฯ จึงกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการพลังงานและกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดงจุดยืนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้เป้าหมายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Sustainable Development Goal 13 Climate Action) ขององค์การสหประชาชาติ

การดำเนินงาน

บริษัทฯ และบริษัทในเครือมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่หลากหลาย ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเสถียรภาพการผลิตที่มั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากการผสมผสานแหล่งทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ และในภูมิภาค ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยี การมุ่งเน้นลงทุนในโครงการพลังงานไฟฟ้าสะอาดที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอนหรือมีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ

บริษัทฯ จัดให้มีการศึกษาและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งจัดทำแผนรับมือภัยธรรมชาติของทุกโรงไฟฟ้าอย่างละเอียด ภายใต้ความดูแลของคณะกรรมการบริษัทมีบทบาทหน้าที่ในการพิจารณากลยุทธ์ แนวทางการบริหาร และมาตรการการรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสจากผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังศึกษาและติดตามนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและนานาประเทศ เพื่อให้ปรับตัวต่อการดำเนินธุรกิจและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย และในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำ และเชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติ การลงทุนดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UN เป้าหมายที่ 7 การเข้าถึงพลังงานสะอาดและUN เป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยิ่งไปกว่านั้นการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อประชาคมโลก Nationally Determined Contribution (NDC) ของประเทศอีกด้วย

โดยในปัจจุบันบริษัทฯ มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 87.71 % โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 10.96%และโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 1.33 % (คำนวณตามกำลังการผลิตติดตั้ง)

โดยเทียบกับการผลิตไฟฟ้า Grid ในประเทศไทย ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 4.25 ล้านตัน

การบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก: บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ และบริษัทในเครือดำเนินการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ หลังจากที่บริษัทฯ ได้ระบุความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว จึงดำเนินการจัดทำ แผนบรรเทาผลกระทบขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้น

นอกจากการจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบแล้ว บริษัทฯ ยังดำเนินการปรับปรุง โรงไฟฟ้าให้มีความสามารถทนรับสภาพอากาศที่ร้อน/หนาวจัดได้ ระบบสาธารณูปโภคของโรงไฟฟ้าที่รับสภาพน้ำท่วมได้ รวมทั้งการติดตามและดูแลความปลอดภัยเชิงรุกด้วยทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องโดยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัด พฤติกรรมเขื่อนและระบบติดตามแบบเรียลไทม์

ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลายประเภทซึ่งใช้วัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าที่แตกต่างกัน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 และ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี มีการศึกษาปริมาณ น้ำที่เกิดขึ้นจริงย้อนหลัง 50 ปี และ 60 ปี ตามลำดับ เพื่อนำมาคำนวณหาความสามารถในการผลิตไฟฟ้า และมีการรวบรวมข้อมูลระดับน้ำเพื่อทำการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างสม่ำเสมอ

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย มีการศึกษาพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้า โดยใช้ค่าความเข้มแสงที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาค่าเฉลี่ยข้อมูลความเข้มของแสงอาทิตย์ในอดีตของ พื้นที่ก่อนการลงทุน

โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีการทำสัญญาซื้อขาย กับบริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกำหนดให้ชำระค่าชดเชยหากไม่สามารถจัดส่งได้ตามสัญญา

โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย มีการศึกษาพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้า โดยใช้ค่าความเข้มแสงที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาค่าเฉลี่ยข้อมูลความเข้มของแสงอาทิตย์ในอดีตของ พื้นที่ก่อนการลงทุน

โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีการทำสัญญาซื้อขาย กับบริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ซึ่งกำหนดให้ชำระค่าชดเชยหากไม่สามารถจัดส่งได้ตามสัญญา

การลดก๊าซเรือนกระจก

การผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 80 ของบริษัทฯ มาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งปราศจากการใช้เชื้อเพลิง จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ขณะที่การผลิตไฟฟ้าบางส่วนมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากเผาไหม้เชื้อเพลิง และความร้อนในกระบวนการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตระหนักถึงประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจและสิ่งแวดล้อมจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการในการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก จึงได้จัดทำโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าอยู่เสมอ ซึ่งในปี 2563 บริษัทฯ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น ประมาณ 636,223 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยแบ่งเป็น โครงการ 1 ประมาณ 316,745 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และโครงการ 2 ประมาณ 319,478 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

ผลการดำเนินงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก SCOPE 1 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
ผลการดำเนินงาน หน่วย ระยะเวลาการเก็บข้อมูล เป้าหมายปี 2564
ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563
BIC1 BIC2 BIC1 BIC2 BIC1 BIC2 BIC1 BIC2 BIC
การปล่อยก๊าซ เรือนกระจก โดยตรงทั้งหมด ตันคาร์บอน ไดออกไซด์ เทียบเท่า 325,012 142,378 319,660 323,382 302,384 340,111 316,745 319,478 629,860

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เป็นพลังงานหมุนเวียน ปราศจากการใช้เชื้อเพลิง อาศัยความต่างระดับของน้ำและการไหลของน้ำเท่านั้น จึงไม่มีการเผาไหม้เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 7,600 ล้านหน่วยไฟฟ้าต่อปี มีความสามารถในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3.8 ล้านตันต่อปี ซึ่งเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากป่าไม้ประมาณ 2.1 ล้านไร่ในทุก ๆ ปีของการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากไซยะบุรี (ข้อมูลอ้างอิงจาก: วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และสถาบันปลูกป่า ปตท.)