ความท้าทาย

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันส่งผลให้ การดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค พฤติกรรม การบริโภค และสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นวัตกรรมจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนั้น กระบวนการบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กรจึงเป็นความท้าทายและโอกาสในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า ให้สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของ ผู้บริโภค ภายใต้การคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

การดำเนินงาน

บริษัทฯ กำหนดนโยบายที่มุ่งให้ความสำคัญในการจัดการนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การปฏิบัติงานของบุคลากร การเลือกใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด ตลอดจนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการต้นทุนที่สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขององค์กรและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม

นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรม

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำต้นแบบแห่งแม่น้ำโขงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีไม่เพียงเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งยังนำเสนอนวัตกรรมการออกแบบและก่อสร้างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาค อาทิ ระบบทางปลาผ่านแบบผสม พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มุ่งสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ความสำเร็จในด้านต่างๆ ให้แก่ทุกภาคส่วน ผ่านกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าและการสัมมนาบรรยายเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าว

รวมไปถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน และนวัตกรรมในการประหยัดพลังงาน ตลอดจนแนวทางการการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง ในปี 2562 บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมให้แก่เยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนรอบโครงการ เพื่อส่งมอบองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับเยาวชน พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 4 ในเรื่องการศึกษาที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้มีความพร้อมมากขึ้น โดยนำโซลูชั่นใหม่จากเอสเอพี “SAP S/4 HANA 1610 SP 2” ช่วยให้ผู้ใช้งานลดความซับซ้อนในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่มีความทันสมัยเพื่อเตรียมพร้อมในการเติบโตสู่อนาคตขององค์กรภายใต้ “กรอบการดำเนินงานภายในอุตสาหกรรม” (Industry Framework) ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ (Industry Standard Model for Business Processes) เพื่อให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลภายในระยะเวลาและงบประมาณที่จัดสรรไว้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

นวัตกรรมด้านกระบวนการผลิต

การหยุดใช้งานเครื่องอัดก๊าซสารทำความเย็น (Gas Compressor)

โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น1 (BIC-1) ปัจจุบันมีเครื่องอัดก๊าซสารทำความเย็น (Gas Compressor) จำนวน 3 เครื่อง ใช้งาน 2 เครื่อง สำรอง 1 เครื่อง ซึ่งทำหน้าที่สร้างแรงดันให้ก๊าซเชื้อเพลิง (Fuel Gas) ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าสูง (Peak Period) จากแรงดัน 26 เป็น 51 บาร์ และในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ (Off Peak Period) จากแรงดัน 26 เป็น 38 บาร์ ป้อนให้กับเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ (Gas Turbine) ซึ่งจากการตรวจติดตามประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องอัดก๊าซ (Gas Compressor) ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ พบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซมีความต้องการปริมาณก๊าซเชื้อเพลิงต่ำ (Low Fuel Gas Flow) ทำให้มีก๊าซเชื้อเพลิงบางส่วนเหลือจากการใช้งานและถูกส่งกลับผ่านวาล์วควบคุม (Recirculation control valve) กลับไปอัดเพื่อสร้างแรงดันใหม่ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียพลังงาน

โครงการหยุดพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในช่วงความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ

ในช่วงเวลาความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ (Off Peak Period) ส่งผลให้พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นมีความจำเป็นต้องระบายทิ้งลดน้อยลง ประกอบกับอุณหภูมิต่ำในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ไม่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) อย่างเต็มกำลัง บริษัทฯ จึงหยุดการทำงานของพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) 1 เครื่อง ในช่วงเวลา 00.00-06.00 นาฬิกา ของทุกวัน ซึ่งส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ปีละกว่า 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยคิดเป็นปีละ 500,000 บาท นอกจากนี้ ยังช่วยลดจำนวนชั่วโมงในการทำงานและชะลอการสึกหรอของเครื่องจักร นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ส่งโครงการหยุดพัดลมระบายความร้อน (Cooling Fan) ในช่วงความต้องการกำลังไฟฟ้าต่ำ เข้าร่วมประกวดโครงการ Matterhorn Challenge ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการใช้นวัตกรรมของเครือบริษัท GPSC โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2